ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 2,242,374.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 2,170,326.51 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน79,473.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน76,104.94 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นและให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 644,547.76 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 623,838.36 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วน

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้คดี

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้คดี

ระหว่างพิจารณาศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงิน 1,718,614.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีแบบทบต้นนับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2529 ถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์2530 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แบบไม่ทบต้นจากยอดหนี้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2530 นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2530เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหักเงิน 223,438.48 บาท ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระแล้วออกก่อน ในจำนวนดังกล่าวให้จำเลยที่ 4ร่วมรับผิดด้วยจำนวน 545,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2530 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แบบไม่ทบต้นนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาข้อต่อไปที่ว่า โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยโดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นการขัดต่อระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ขอให้ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยด้วยนั้น เห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์จึงยกขึ้นฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th