ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยตกลงขายที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ 2306เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ให้แก่โจทก์ราคาไร่ละ 40,000 บาท รวมเป็นเงิน160,000 บาท จำเลยรับเงินมัดจำจากโจทก์แล้วจำนวน 85,000 บาทส่วนที่เหลือจะชำระในวันนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยผิดนัดไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนตามโฉนดเลขที่ 2306 ของจำเลยให้แก่โจทก์ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีกจำนวน75,000 บาท จากโจทก์ เมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์แล้วให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 170,000 บาท

จำเลยให้การว่า จำเลยพร้อมที่จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญา แต่โจทก์ไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือให้แก่จำเลยทั้งหมด โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ และบอกเลิกสัญญา พร้อมทั้งริบเงินมัดจำจำนวน 85,000 บาทด้วย โจทก์ไม่เสียหายและจำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยไปทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2306 เฉพาะส่วนของจำเลยแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลย จำนวน49,631 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยไปทำหนังสือสัญญาจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 2306 เฉพาะส่วนของจำเลยแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ชำระราคาที่ดินแก่จำเลยจำนวน 49,631 บาท ซึ่งที่ดินพิพาทที่จำเลยต้องจดทะเบียนโอนขายแก่โจทก์ดังกล่าวมีราคา 160,000 บาทและศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายในการที่จำเลยผิดสัญญาให้แก่โจทก์อีกส่วนหนึ่งจำนวน 25,000 บาท ดังนั้นฎีกาจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้ยกฟ้องโจทก์ จึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเท่ากับราคาที่ดินพิพาทรวมกับค่าเสียหายดังกล่าว คิดเป็นเงินรวม 185,000 บาท ซึ่งไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่จำเลยยื่นฎีกา ฎีกาจำเลยที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตหรือโกงโจทก์ จึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์ไม่เสียหาย ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในการที่จำเลยผิดสัญญา จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายที่กล่าวในข้างต้นที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th