ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของนายทะเบียนประทับ ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานได้บังอาจพาอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยบังอาจใช้อาวุธปืนที่จำเลยพาติดตัวไปดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์ที่บริเวณขมับขวาจนทำให้นายประพจน์เกิดความตกใจกลัว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 21526 มาตรา 4 และสั่งริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 ที่แก้ไขแล้ว เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 4 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวและใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์จันทวงษ์ จนทำให้ตกใจกลัว เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยฎีกาได้ แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง และการที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัวและการใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์จนทำให้ตกใจกลัวนั้น เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนติดตัวและมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญนายประพจน์แยกจากกันได้ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นความผิดต่างกรรมกันเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดต่างกรรมกัน จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อสองตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลาง และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคม 2 มีอำนาจพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางได้หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายไว้ชัดเจนว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนที่จำเลยมีพาติดตัว กับใช้กระทำความผิดและท้ายฟ้องมีคำขอให้ศาลสั่งริบอาวุธปืนของกลาง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย (9) คำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง" ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนของกลางและไม่สั่งริบเมื่ออาวุธปืนของกลางอันเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจแก้เสียให้ถูกต้องได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษา.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th