ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งครูจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสองรวม 45,000 บาท และ 42,600 บาทตามลำดับ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นครูในโรงเรียนจำเลย จำเลยมีคำสั่งที่ 8/2533 เรื่อง ให้แจ้งให้ทราบเมื่อไปสมัครงานที่อื่น โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนโดยไปสมัครสอบเข้ารับราชการครูโดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง จึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกเงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย มีเหตุสมควรเลิกจ้าง ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมิใช่กรณีร้ายแรง พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กรณีที่จะถือว่าการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้างเป็นกรณีร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3)หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ของการฝ่าฝืนคำสั่งและผลที่เกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนคำสั่งนั้นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่เป็นหลัก มิใช่ว่าระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างกำหนดไว้อย่างไรก็ต้องถือตามนั้นเสมอไป ตามคำสั่งของจำเลยที่ 8/2533ลงวันที่ 1 มีนาคม 2533 เอกสารหมาย ล.1 ระบุว่า "เพื่อเป็นการป้องกันการเสียหายอันอาจเกิดขึ้นต่อไป จึงให้ครู-อาจารย์ทุกท่านที่ได้ยื่นใบสมัครงานไว้ยังหน่วยงานหรือองค์กรอื่น ซึ่งถือได้ว่ามีเจตนาเปลี่ยนงาน ให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทางโรงเรียนโดยแจ้งต่อผู้อำนวยการโดยตรงทราบภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ได้ยื่นใบสมัครงานไว้ หากมิได้แจ้งดังกล่าวและหรือทางโรงเรียนทราบไม่ว่าเหตุใดก็ตาม ทางโรงเรียนถือว่า

  1. เป็นการจงใจให้โรงเรียนและนักเรียนได้รับความเสียหาย

  2. เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับและคำสั่งอันชอบของทางโรงเรียนอย่างร้ายแรง

ดังนั้น ทางโรงเรียนจะให้ครู-อาจารย์ ผู้ไม่ปฏิบัติดังกล่าวพ้นจากหน้าที่การเป็นครู-อาจารย์" เห็นว่า คำสั่งของจำเลยดังกล่าวนั้น มิใช่คำสั่งที่เกี่ยวกับการทำงานในหน้าที่โดยตรงอันจะถือได้ว่าถ้าฝ่าฝืนแล้วจะเกิดความเสียหายแก่งานในหน้าที่ของลูกจ้างจำเลยโดยตรง แต่เป็นคำสั่งในเรื่องที่จำเลยเห็นว่าลูกจ้างควรปฏิบัติในระหว่างที่เป็นลูกจ้างนายจ้างกันอยู่เท่านั้น การที่โจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นกรณีร้ายแรงตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(3) กำหนดไว้และผลของการฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่าความเสียหายของจำเลยยังไม่เกิดขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุต่าง ๆ ว่าอาจจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่จำเลยได้นั้น ก็เป็นเพียงการคาดคิดของจำเลยถึงเรื่องที่อาจจะเกิดในอนาคตซึ่งกรณีของโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏว่าเกิดความเสียหายแก่จำเลยจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรง ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th