สารบัญ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6071/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6071/2537

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 1330 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 84, 85, 86, 87, 104, 177

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3.) ที่ได้มาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่สุจริตและด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทตลอดมาเช่นนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทและโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทในขณะที่ซื้อทรัพย์จึงเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาท จำเลยมีสิทธินำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยในประเด็นเรื่องการครอบครองนั้นไม่ชอบ

เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่ได้มาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้น แต่จำเลยได้เข้าไปทำประโยชน์อันเป็นการรบกวนขัดสิทธิของโจทก์ ขอให้ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องและเข้าไปทำประโยชน์และรบกวนการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ซื้อที่พิพาทจากการขายทอดตลาดของศาลโดยไม่สุจริตและด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่พิพาทตลอดมาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ออกมาโดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นสอบทนายจำเลยแถลงว่าติดใจสืบพยาน 6-7 ปาก คือตัวจำเลย นางคำเติม ภริยาจำเลยนายเติมสุข นายเจริญ นายณรงค์ นายประยงค์ และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาด่านขุนทด โดยจะสืบจำเลยและนางคำเติมในประเด็นว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทและไม่ทราบว่าที่พิพาทถูกยึดมาขายทอดตลาดสืบพยานนายเติมสุขซึ่งเป็นกำนันว่าเจ้าพนักงานศาลได้ไปปิดประกาศขายทอดตลาดที่พิพาทที่ที่ว่าการกำนันสืบนายเจริญเจ้าของที่ดินข้างเคียงว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่พิพาท สืบเจ้าพนักงานที่ดินว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทสืบนายประยงค์เจ้าพนักงานบังคับคดีในประเด็นว่าจำเลยไม่ทราบการยึดทรัพย์และการขายทอดตลาดและโจทก์ทราบก่อนซื้อจากการขายทอดตลาดแล้วว่า จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานจำเลยนอกจากนายณรงค์ และนายประยงค์ แล้วเป็นพยานที่ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีให้งดสืบ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องและทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)ที่พิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานจำเลยในประเด็นเรื่องการครอบครองไม่ชอบ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาทและโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทในขณะที่โจทก์ซื้อทรัพย์ เป็นข้อเท็จจริงที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาท ฉะนั้นจำเลยจึงมีสิทธินำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวได้

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา nan

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ชื่อคู่ความ โจทก์ - นางสาว ลา วัณย์ มณี ธรรม วงศ์ จำเลย - นาย อุ้ย มากสูงเนิน

ชื่อองค์คณะ สถิตย์ ไพเราะ พรชัย สมรรถเวช สมคิด ไตรโสรัส

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน nan

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th