ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรมชำระหนี้ของนางจินตนา โหตรภวานนท์ ผู้วายชนม์ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์และหนังสือรับสภาพหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่จำเลยทั้งสาม และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 47638 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางจินตนา

ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยทั้งสามในคดีนี้ ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องทั้งสามมิใช่ทรัพย์มรดกของนางจินตนาซึ่งตกทอดได้แก่ผู้ร้องทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรม โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ที่ดินที่โจทก์นำยึดมิได้เป็นของผู้ร้องทั้งสามแต่เป็นทรัพย์มรดกของนางจินตนา ซึ่งตกทอดได้แก่ผู้ร้องทั้งสามในฐานะทายาทโดยธรรม ผู้ร้องทั้งสามได้ที่ดินมาโดยนางจินตนามารดายกให้โดยเสน่หา เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2532 ก่อนนางจินตนาถึงแก่กรรมเพียง 18 วัน อันเป็นการคบคิดกันฉ้อฉล เนื่องจากนางจินตนาไม่ต้องการให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ ทำให้โจทก์เสียเปรียบผู้ร้องทั้งสามไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องทั้งสามในปัญหาว่า การที่โจทก์ทราบเรื่องที่นางจินตนาโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสามเมื่อเดือนกันยายน 2534แต่มิได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 หรือไม่เสียก่อน เห็นว่าแม้นายวัชรินทร์ นิลโมจน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนโจทก์ในการบังคับคดีจะเบิกความตอบทนายผู้ร้องทั้งสามถามค้านว่า พยานทราบเมื่อประมาณเดือนกันยายน 2534 ว่า ที่ดินพิพาทมีชื่อผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ซึ่งถือได้ว่าโจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2535 ซึ่งเป็นการกระทำการอื่นใดอันมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล และยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่โจทก์ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนดังกล่าว อายุความย่อมสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(5)และตราบใดที่ที่ดินพิพาทยังถูกยึดอยู่ เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงก็ยังไม่สิ้นสุด อายุความไม่เริ่มนับใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง ดังนั้นเมื่อผู้ร้องทั้งสามมาร้องขัดทรัพย์ว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ต่อสู้ว่ายังเป็นของนางจินตนาโดยการโอนที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นการคบคิดกันฉ้อฉลคดีจึงไม่ขาดอายุความ ทั้งนับแต่วันที่ 26 มกราคม 2532ที่นางจินตนายกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสามยังไม่พ้น 10 ปีก็ไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th