ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 272, 273 และ 275 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4, 108, 110 และ 115 ริบโซ่รถจักรยานยนต์ของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณาบริษัท อ. และบริษัท ด. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางอนุญาต โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่พบการกระทำความผิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่พบการกระทำความผิดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 2
จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลทรัพย?สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 จำคุก 1 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยชำระเงิน 56,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์?คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ยกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค?าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า บริษัท อ. เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า จดทะเบียนใช้กับสินค้าจำพวก 12 รายการสินค้า โซ่สำหรับรถจักรยาน โซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ โซ่สำหรับใช้ถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์สำหรับยานพาหนะ ตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนและทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค 95981 จำเลยเป็นเจ้าของร้าน ก. จำหน่ายสินค้าอะไหล่แต่งรถจักรยานยนต์ทั้งขายปลีกและขายส่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562 โจทก์ร่วมที่ 2 โดยนายกษิเดช ผู้รับมอบอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย พร้อมมอบโซ่สีรถจักรยานยนต์ 20 เส้น ไว้แก่พนักงานสอบสวน
เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์และขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งของคดีนี้หรือไม่ และมีสิทธิยื่นฎีกาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย และบริษัท ด. ซึ่งเป็นชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหายที่ 1 โดยทำปลอมขึ้นซึ่งชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ ข้อความ คำว่า RK CHAIN ให้ปรากฏที่สินค้าโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ หีบห่อ และฉลากวัตถุที่ใช้หุ้มห่อที่มีข้อความว่า จัดจำหน่ายโดย บริษัท ด. ซึ่งเป็นชื่อของผู้เสียหายที่ 2 เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 และจัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 ที่แท้จริง และจำเลยจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและข้อความจัดจำหน่ายโดยบริษัท ด. ที่จำเลยทำปลอมดังกล่าว ให้แก่ผู้มีชื่อและประชาชนทั่วไปเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นสินค้าโซ่สำหรับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 และจัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 ที่แท้จริง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272, 273, 275 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108, 110, 115 ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงมีบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 เป็นผู้เสียหายในส่วนความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 และฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 108 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และมีบริษัท ด. ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเอาชื่อหรือข้อความ และจำหน่าย เสนอจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อและข้อความดังกล่าวที่ว่า สินค้าโซ่รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจัดจำหน่ายโดยบริษัท ด. ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายที่ 2 มาใช้เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่จัดจำหน่ายโดยผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับโจทก์ และยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2564 ทั้งสองฉบับ แต่ปรากฏว่า โจทก์ร่วมที่ 1 คือ บริษัท ค. เป็นบริษัทสัญชาติไทย ส่วนบริษัท อ. ผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องและทะเบียนเครื่องหมายการค้าท้ายฟ้องมีชื่อและที่อยู่ของนิติบุคคลที่แตกต่างจากโจทก์ร่วมที่ 1 ว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นนิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น โจทก์ร่วมที่ 1 จึงเป็นคนละนิติบุคคลกับผู้เสียหายที่ 1 ทั้งความผิดฐานปลอมและจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นเป็นการกระทำความผิดต่อผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว เมื่อผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ผู้เสียหายที่ 1 จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า และความผิดฐานจำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายที่ 1 ในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ทั้งไม่ใช่บุคคลที่มีอํานาจจัดการแทนได้ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 6 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ 2 ตามฟ้องเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า RK CHAIN โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมและฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) เช่นกัน โจทก์ร่วมที่ 2 มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ตนเป็นผู้เสียหายเท่านั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ และสั่งรับคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าไหมทดแทนในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ 1 และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานปลอมและฐานจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ด้วยนั้น จึงไม่ชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 และมาตรา 44/1 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 40 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และเมื่อปรากฏว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่ใช่คู่ความอันจะมีสิทธิยื่นฎีกาได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 นั้น โจทก์ร่วมที่ 2 มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ที่ตนเป็นผู้เสียหาย เมื่อต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาและพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้า RK CHAIN ของผู้เสียหายที่ 1 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก เท่ากับว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) โจทก์และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ดังนั้น ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ดังกล่าวที่มีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่โจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นฎีกาโดยขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและให้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงเป็นการฎีกาในส่วนความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่มีสิทธิฎีกา และเมื่อคดีอาญาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 1 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ในข้อหาตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และข้อหาปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วกับข้อหาจำหน่าย เสนอจำหน่าย และมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมของผู้อื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 273 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 273 และให้ยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นนี้ให้เป็นพับ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(อ)21/2566
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








