ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 46,724 บาท กับดอกเบี้ย จำเลยที่ 4 นายจ้าง กับจำเลยที่ 2, 3 บิดามารดาของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดด้วย ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ 2, 3 ไม่ต้องรับผิด พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 3 โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้เยาว์อายุ18 ปี และจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างทำหน้าที่ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 4 วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์รับคนโดยสารในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 4 มาตามถนนสายนครศรีธรรมราช - ลานสกา ระหว่างทางจำเลยที่ 1 โดยประมาทได้ขับรถชนท้ายรถยนต์ของนายสุธรรม สถิตย์ภูมิ ที่จอดอยู่ริมถนนด้านซ้าย และชนโจทก์ซึ่งกำลังยืนอยู่ท้ายรถนั้น จนโจทก์ได้รับอันตรายแก่กายสาหัสกระดูกขาทั้งสองข้างแตกหัก แพทย์ของโรงพยาบาลนครศรีธรรมราชได้ตัดขาข้างซ้ายของโจทก์ตั้งแต่เหนือเข่าทิ้งไปส่วนขาข้างขวาแพทย์ใส่เหล็กดามไว้จนบัดนี้

ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 ขับรถคันเกิดเหตุของจำเลยที่ 4 มาประมาณปีเศษ จำเลยที่ 1 เคยพักบ้านจำเลยที่ 4 การขับรถจำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็รู้เห็น และไม่คัดค้านอะไร

จำเลยที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้พยายามปกครองจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมเรียนหนังสือ พอจบชั้นประถมปีที่ 4 หลบหนีเร่ร่อนไป จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ติดตามนำตัวกลับมาหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ครั้งหนึ่งได้เคยจับจำเลยที่ 1 ล่ามโซ่ไว้ แต่ครั้นพอแก้โซ่ออก จำเลยที่ 1 ก็หนีไปอยู่กับนายทิ้งบิดาจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 ได้พูดขอให้นายทิ้งช่วยดูแลจำเลยที่ 1 ไว้ตอนนั้นจำเลยที่ 1 มีอายุราว 11 - 12 ปี ตอนแรกจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นเด็กประจำรถและล้างรถให้จำเลยที่ 4 ต่อมาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ได้ จำเลยที่ 4ก็ให้จำเลยที่ 1 ขับรถรับส่งคนโดยสารของจำเลยที่ 4 จนถึงเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลา 2 ปีเศษแล้ว

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาในชั้นฎีกามีว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยผลที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ที่ 3 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 หลบหนีออกจากบ้านตั้งแต่ 11 - 12 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 พยายามติดตามเอาตัวกลับบ้านและให้เรียนหนังสือหลายครั้ง ถึงขั้นใช้โซ่ล่ามจำเลยที่ 1 ก็ยังหลบหนีและไปอยู่กับนายทิ้งบิดาจำเลยที่ 4 โดยเป็นเด็กประจำรถและช่วยล้างรถให้จำเลยที่ 4 ข้อที่จำเลยที่ 1 ไม่อยู่กับพ่อแม่หลบหนีไปอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 นั้น พันตำรวจตรีประวัติ วิสุทธิกุล พยานโจทก์ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นพนักงานสอบสวนก็เบิกความรับรองตามข้อนำสืบของจำเลยแม้แต่โจทก์เองก็ยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุปีเศษ เห็นจำเลยที่ 1 ไปอยู่บ้านจำเลยที่ 4 ดังนี้เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ยังหลบหนีออกจากบ้านไปอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 แสดงว่าสุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้เป็นบิดามารดาจะควบคุมดูแลให้อยู่ในโอวาทได้แล้ว หากไม่ปล่อยให้ไปอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ก็ต้องหลบหนีเร่ร่อนไปยากแก่การติดตาม ทั้งจำเลยที่ 2 ได้เคยพูดฝากฝั่งนายทิ้งและจำเลยที่ 4ให้ช่วยดูแลจำเลยที่ 1 นับว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้กระทำหน้าที่บิดามารดาแล้ว ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลจำเลยที่ 1 บุตรผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 1 คงอยู่กับนายทิ้งและจำเลยที่ 4 ตลอดมาเช่นนี้ เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาย่อมเป็นการนอกเหนืออำนาจและวิสัยที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 จะดูแลระมัดระวังได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 หาต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th