ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 30,000 บาท กับดอกเบี้ย จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ผู้ตายมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์และนางบุญชู ภิรมย์เนตรบิดามารดาของนายบุญเลิศผู้ตายเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์กับนางบุญชูเป็นสามีภริยากันตั้งแต่โจทก์อายุ 16 ปี นางบุญชูอายุ 17 ปี อยู่กินด้วยกันเป็นเวลา 7 - 8 ปี จึงเกิดนายสนองบุตรคนแรก ปรากฏตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสาร จ.1 ว่า โจทก์เกิด พ.ศ. 2461 นางบุญชูเกิด พ.ศ. 2460 นายสนองเกิดพ.ศ. 2485 ใน พ.ศ. 2518 โจทก์อายุ 57 ปี นางบุญชูอายุ 58 ปี นายสนองอายุ 33 ปี เมื่อคำนวณระยะเวลาดังกล่าวย้อนหลังขึ้นไป แสดงว่าโจทก์กับนางบุญชูอยู่กินเป็นสามีภริยากันมาจนถึง พ.ศ. 2518 เป็นเวลาประมาณ 40 ปีแล้ว ก่อนประกาศใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2478 เป็นต้นไป ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เคยแจ้งการเกิดของนายบุญเลิศต่อนายทะเบียนอำเภอบางใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2499 ว่าโจทก์กับนางบุญชูอยู่กินกันมานาน 20 ปีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดังปรากฏตามสำเนาสูติบัตรเอกสาร จ.2 ข้อ 28 แสดงว่าโจทก์กับนางบุญชูอยู่กินเป็นสามีภริยากันหลังจากประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้วนั้นศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานแจ้งการเกิดของบุตรโจทก์และระยะเวลาที่อยู่กินเป็นสามีภริยากันตามที่โจทก์แจ้งต่อนายทะเบียนก็เป็นการกะประมาณเอาเท่านั้น ไม่พอฟังเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์กับนางบุญชูเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะ โจทก์มีอำนาจฟ้อง" ฯลฯ

"ส่วนข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามกฎหมายลักษณะตัวการตัวแทน มีได้เฉพาะการให้ทำนิติกรรมแทนตัวการเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1ขับเรือไปรับจ้างบรรทุกสินค้า การให้ขับเรือไม่ใช่การทำนิติกรรม แม้จำเลยที่ 1จะประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 2 ก็ไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือให้จำเลยที่ 1 นำเรือไปรับจ้างบรรทุกสินค้าแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ตกลงทำกิจการนั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลละเมิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th