ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,414,100.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,084,006.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ชำระเงิน 129,087.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 111,430.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 23,110.52 บาท จำเลยที่ 2 คืนเงิน 134,540.80 บาท และจำเลยที่ 3 คืนเงิน 23,110.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย โดยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามที่ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาได้อีก แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และดอกเบี้ยทั้งหมดเมื่อรวมกับดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วต้องไม่เกิน 347,744.75 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ทั้งนี้ความรับผิดของจำเลยทั้งสามในส่วนของต้นเงิน 2,014,674.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยต้องไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายธนัชกิตที่ตกได้แก่จำเลยแต่ละคน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลและมีฐานะเป็นกรมตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 18 วรรคสอง และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 10 วรรคสอง ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการโจทก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของโจทก์ นายธนัชกิต ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โจทก์มีคำสั่งที่ 541/2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 ให้ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ โดยนายธนัชกิตได้รับเงินบำนาญและเงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. (สิทธิประโยชน์ในเงินเพิ่ม 25% ของเงินบำนาญปกติ) เดือนละ 35,716.43 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 (วันรับทราบคำสั่ง) ต่อมานายธนัชกิตได้รับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) เดือนละ 1,427 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 เป็นต้นมา และนายธนัชกิตได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท จากโจทก์แล้ว ครั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2559 นายธนัชกิตถึงแก่ความตาย ภายหลังนายธนัชกิต ถึงแก่ความตาย โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกันให้แก่ธนาคาร ก. ที่นายธนัชกิตนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน 844,327.85 บาท และจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดที่เหลือให้แก่ทายาทของนายธนัชกิต 69,331.55 บาท โดยแยกจ่ายให้แก่จำเลยที่ 1 บิดานายธนัชกิต 23,110.52 บาท และให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 บุตรนายธนัชกิต โดยจำเลยที่ 2 ได้รับ 23,110.51 บาท และจำเลยที่ 3 ได้รับ 23,110.52 บาท และจ่ายเงินช่วยพิเศษกรณีข้าราชบำนาญถึงแก่ความตายหรือเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิตให้แก่จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของนายธนัชกิต 111,430.29 บาท ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) มีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้ หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 162 (1) (4) และแจ้งมติดังกล่าวไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 92 ต่อมาคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาแล้วมีมติให้เพิกถอนมติ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการที่มีมติลงโทษให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ แล้วมีมติลงโทษให้ไล่นายธนัชกิต ออกจากราชการ และแจ้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อดำเนินการต่อไป โจทก์จึงมีคำสั่งที่ 1274/2560 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการและสั่งให้กลับเข้ารับราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นไป พร้อมกับมีคำสั่งที่ 1278/2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 โดยให้ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 แต่ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่ 573/2561 เรื่อง เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ลงวันที่ 8 มีนาคม 2561 เนื่องจากนายธนัชกิตถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว โดยปรากฏความตอนหนึ่งว่า "…บัดนี้ ปรากฏว่านายธนัชกิต ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2559 อันเป็นเวลาก่อนที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะดำเนินการออกคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตระหว่างดำเนินการทางวินัย จึงไม่สามารถดำเนินการทางวินัยได้ตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547…จึงให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 เรื่อง ลงโทษไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป…" ต่อมากรมบัญชีกลางโดยอธิบดีกรมบัญชีกลางมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 เมษายน 2561 เรื่อง การเรียกเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันส่งคืนคลัง ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 แจ้งว่า นายธนัชกิตไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญและเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,084,006.50 บาท ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 (สพป. นครราชสีมา เขต 7) แจ้งทายาทของนายธนัชกิตนำเงินจำนวนดังกล่าวที่นายธนัชกิตและทายาทรับไปโดยไม่มีสิทธิส่งคืนคลัง ซึ่งเงินจำนวน 2,084,006.50 บาท ประกอบด้วยเงินบำนาญ 940,735.44 บาท เงินเพิ่มบำนาญ 25% สปช. 565.31 บาท เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) 29,046.35 บาท เงินบำเหน็จดำรงชีพ 200,000 บาท เงินบำเหน็จตกทอด 69,331.55 บาท และเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน (โดยนำสิทธิในเงินบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักประกันการกู้เงิน) 844,327.85 บาท ต่อจากนั้นผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินบำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกันที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ 2,084,006.50 บาท และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท รวม 2,195,436.79 บาท ส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน โดยส่งหนังสือดังกล่าวไปยังภูมิลำเนาจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2561 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2561 และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2561 แจ้งจำเลยทั้งสามให้นำเงินจำนวนดังกล่าวส่งคืนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วัน อีกครั้ง จำเลยทั้งสามได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2561 แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย สำหรับเงินบำเหน็จตกทอดคงเหลือ 69,331.55 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามคืนโจทก์ตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนรับไป และเงินช่วยพิเศษกรณีเสียชีวิต 111,430.29 บาท ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 คืนโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนั้น จำเลยทั้งสามไม่อุทธรณ์โต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า การดำเนินการทางวินัยของข้าราชการนอกจากจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานต้นสังกัดแล้ว ยังต้องเป็นไปตามมาตรา 91 มาตรา 92 และมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายธนัชกิตมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาประโยชน์ อันอาจทำให้เสื่อมเสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน โดยมีความมุ่งหมายจะให้เป็นการซื้อขายหรือให้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือวิทยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการให้หรือได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์อื่น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับการบรรจุและแต่งตั้งโดยมิชอบหรือเสื่อมเสียความเที่ยงธรรม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง และมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริง อันเป็นความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 161 และมาตรา 161 (1) (4) อันเป็นการชี้มูลความผิดทางวินัยว่านายธนัชกิตกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กระบวนการดำเนินการลงโทษทางวินัยของนายธนัชกิตในคดีนี้จึงยังไม่เสร็จสิ้น เพราะโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้บังคับบัญชานายธนัชกิต จำต้องถือตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลดังกล่าวข้างต้น โจทก์จึงต้องเพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยเดิมที่ให้ปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ เป็นลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ทั้งนี้ ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ว 234 ในเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งควรลงโทษเป็นไล่ออกจากราชการ และคำสั่งลงโทษทางวินัยของโจทก์เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งคำสั่งทางปกครองที่สั่งโดยผู้บังคับบัญชาหากไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสม ผู้บังคับบัญชาย่อมสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งลงโทษทางวินัยนั้นเองได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้มีคำสั่งที่ 1274/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ให้เพิกถอนคำสั่งโจทก์ที่ 541/2557 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เรื่อง ลงโทษปลดนายธนัชกิตออกจากราชการ และให้นายธนัชกิตกลับเข้ารับราชการ และมีคำสั่งที่ 1278/2560 ลงวันที่ 16 สิงหาคม2560 เรื่อง ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการลงโทษซ้ำในการกระทำผิดวินัยครั้งเดียวกัน เนื่องจากโจทก์มีอำนาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งและลงโทษในฐานความผิดที่ถูกต้องได้ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนายธนัชกิต ถึงแก่ความตายไปเสียก่อนที่โจทก์จะออกคำสั่งที่ 1278/2560 ลงโทษไล่นายธนัชกิตออกจากราชการ จึงมีผลให้การดำเนินการทางวินัยแก่นายธนัชกิตสิ้นสุดลงตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายบริหารงานบุคคลของโจทก์เท่านั้น อันเป็นคนละส่วนกับการพิจารณาสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญที่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อความผิดของนายธนัชกิตตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลว่า กระทำผิดวินัยร้ายแรงตามมาตรา 84 วรรคสาม มาตรา 90 วรรคสอง และมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ประกอบมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร 0205/ ว 234 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ซึ่งควรลงโทษไล่ออกจากราชการ โดยโจทก์ได้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 ว่า พฤติการณ์ของนายธนัชกิตหากไม่เสียชีวิต จะได้รับโทษทางวินัยถึงไล่ออกจากราชการ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นชอบตามความเห็นของโจทก์ เช่นนี้ หากนายธนัชกิตไม่ถึงแก่ความตายเสียก่อน นายธนัชกิตต้องถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 มิใช่ถูกปลดออกตามคำสั่งที่ 541/2557 ซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เหมาะสมแก่การกระทำความผิด โดยโจทก์อาจแก้ไขคำสั่งได้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 49 และมาตรา 50 ด้วยเหตุนี้นายธนัชกิตจึงไม่มีสิทธิรับบำเหน็จบำนาญรวมถึงเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน และจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นทายาทไม่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดรวมถึงประโยชน์จากเงินบำเหน็จตกทอดค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในเหตุผลบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 2,333,435.16 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสามต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ 46,668 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ 2,543,188 บาท เป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น จึงเสียเกินมา 4,195 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยทั้งสาม

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 4,195 บาท แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.421/2566

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th