ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า นางบีด้าและนางออยาคร์ เป็นเจ้าของที่รายพิพาทได้อุทิศเป็นที่กุศลสถานตามลัทธิศาสนาอิสลาม ซึ่งเรียกว่าสุเหร่าวัดดิด คณะอิสลามสุเหร่าวัดดิดได้ตั้งจำเลยกับคนอื่นเป็นผู้ดูแลรักษาจัดการปลูกห้องแถวหาผลประโยชน์บำรุงสุเหร่ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2473 ถึง 2486แล้วจำเลยได้ปลูกห้องแถวลงในที่รายนี้อีกและทำสัญญาจะขายให้ผู้อื่นจึงฟ้องขับไล่จำเลย

จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์และตัดฟ้องว่าสุเหร่าวัดดิดไม่ใช่นิติบุคคลเพราะไม่ได้จดทะเบียน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ส่วนนางบีด้าและนางอะยาคร์ในฟ้องกล่าวแล้วว่า ได้อุทิศที่ให้สุเหร่าแล้วจึงขาดกรรมสิทธิ์ไม่มีอำนาจฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ตามข้อตัดฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อตัดฟ้องฟังไม่ขึ้นในชั้นนี้ จึงให้ยกคำร้องของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อตัดฟ้องสำหรับนางบีด้าและนางอะยาคร์ในชั้นนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนสุเหร่าวัดดิดนั้นไม่ใช่นิติบุคคล จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจ ให้ยกฟ้อง

โจทก์จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตัดสินว่าไม่ปรากฏว่าสุเหร่าวัดดิดเป็นนิติบุคคล จึงมอบอำนาจให้โจทก์มาฟ้องไม่ได้ เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นผู้จะมีสิทธิดำเนินคดีในศาลจะต้องเป็นนิติบุคคล หรืออีกนัย 1 ตัวการ ไม่มีสิทธิจะฟ้องแล้วตัวแทนก็ย่อมไม่มีสิทธิดุจกัน ส่วนหนังสือตั้งตัวแทนของนางบิด้าและนางอะยาคร์นั้น เป็นหนังสือตั้งตัวแทนโดยชอบ ชอบที่จะพิจารณาต่อไป จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th