ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกับนางละม่อมบุตรี โจทก์ได้ทำการสมรสหลังประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส นางละม่อมไม่มีสินเดิม จำเลยได้ให้ค่าเลี้ยงดูในการแต่งงานและสินสอด 144 บาท แก่ฝ่ายโจทก์ จำเลยมีสินเดิม 400 บาท นางละม่อมถึงแก่ความตายเมื่อ พ.ศ. 2488 โจทก์จึงฟ้องขอแบ่งสินสมรส ซึ่งเป็นส่วนของนางละม่อม838 บาท 50 สตางค์
ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยกับนางละม่อมไม่เป็นผัวเมียตามกฎหมายทรัพย์สินระหว่างจำเลยกับนางละม่อมจึงอยู่ในฐานหุ้นส่วนสามัญพิพากษาให้ขายทอดตลาดทรัพย์และแบ่งส่วนของนางละม่อมตามส่วนจำนวนทุนของนางละม่อม แต่ให้แก่โจทก์ไม่เกิน 838 บาท 50 สตางค์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ทรัพย์สินระหว่างนางละม่อมกับจำเลยอยู่ในฐานะเจ้าของร่วม พิพากษาแก้ให้เอาทรัพย์ออกขายทอดตลาด แล้วนำเงิน 144 บาทมารวม แล้วแบ่งครึ่งระหว่างจำเลยกับนางละม่อม ส่วนของนางละม่อมให้โจทก์รับมรดก แต่ไม่เกิน 838 บาท 50 สตางค์
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกของนางละม่อมบุตรีโจทก์ ซึ่งอยู่ที่จำเลย โดยให้แบ่งสมรสของจำเลย และแบ่งส่วนได้ของจำเลย ในฐานะเป็นสามีของนางละม่อมก่อนเมื่อจำเลยต่อสู้ว่า มิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายศาลฟังข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยนั้นแล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิอันใดในทรัพย์มรดกของนางละม่อม ศาลย่อมสั่งให้จำเลยคืนให้แก่โจทก์ได้ตามฟ้อง ไม่เป็นการนอกประเด็นอย่างไร เงิน 144 บาทนั้น โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ไปชี้ขาดให้เป็นโทษแก่จำเลยผู้อุทธรณ์หาได้ไม่ พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องเงิน 144 บาท ไม่ต้องชักขึ้นจากทรัพย์ที่ขายได้ นอกนั้นยืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

