ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายศาลแพ่งพิพากษาให้จำเลยล้มละลายและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ล้มละลายตามกฎหมาย โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อแบ่งแยกโดยอ้างว่าเป็นสินบริคณห์ของจำเลยที่ 2 ผู้ร้องซึ่งเป็นสามี จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้ถอนการยึด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้ว สั่งยกคำร้อง ผู้ร้องจึงร้องต่อศาลขอให้ยกคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสีย และขอให้ถอนการยึดที่ดินรายนี้
ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ภริยาต้องคำพิพากษาให้ล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมมีสิทธิที่จะยึดสินบริคณห์มาแบ่งแยกส่วนของผู้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 22, 109 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1484ที่ผู้ร้องอ้างว่าหนี้เดิมเป็นหนี้ที่ไม่ผูกพันธ์สินบริคณห์นั้นศาลฎีกาเห็นว่าหญิงมีสามีเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นิติกรรมที่ทำขึ้นจึงผูกพันธ์หญิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 37 ข้อที่ผู้ร้องว่าหนี้รายนี้เกิน 10 ปีแล้ว ใช้บังคับไม่ได้นั้นเห็นว่าเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะถือว่าคำพิพากษานี้ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใด แม้หนี้เกิดก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ก็ยกมาตรา 1484ใช้บังคับได้ไม่ขัดกับบทกฎหมายเก่าหรือใหม่อย่างใด จึงพิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








