ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ร้องในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายผดุง ให้ชำระเงิน150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องจึงได้ยื่นหนังสือขอปฏิเสธหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทำการสอบสวนผู้ร้องแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีหนังสือยืนยันให้ผู้ร้องรับผิด ผู้ร้องเห็นว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวขาดอายุความขอให้ศาลมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งยืนยันให้ชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และจำหน่ายชื่อผู้ร้องจากบัญชีลูกหนี้ด้วย
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังไม่ขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องชำระหนี้ค่าหุ้น 150,000 บาท แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ พร้อมดอกเบี้ย
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ให้ผู้ร้องในฐานะทายาทผู้รับมรดกของนายผดุงชำระเงินจำนวน 153,852.74 บาท แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พร้อมดอกเบี้ย
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำหน่ายชื่อผู้ร้องจากบัญชีลูกหนี้ของจำเลย
เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่าหนี้ของนายผดุงยังไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ได้ระบุห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก บทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นที่เห็นได้ว่า การได้รู้หรือควรได้รู้ดังกล่าวต้องเป็นการรู้โดยแน่นอน มีหลักฐานยืนยันแม้จะปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบจากรายงานการเดินหมายของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้นำหนังสือขอให้ชำระหนี้ไปส่งให้แก่นายผดุงตามเอกสารหมาย ร.9 ว่า พบหญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 14 ปี แจ้งว่านายผดุงได้เสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ก็เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นยังฟังเป็นแน่นอนหาข้อยุติไม่ได้ และต่อมา เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยมีหนังสือสอบถามไปยังนายทะเบียนท้องถิ่นตามภูมิลำเนาของนายผดุง ก็ได้รับคำตอบว่าได้แจ้งย้ายออกไปอยู่ ณ ที่แห่งอื่น ครั้นสอบถามไปยังนายทะเบียนท้องถิ่นที่ได้มีการแจ้งย้ายออกไปอยู่ดังกล่าวกลับได้รับแจ้งว่า ไม่ปรากฏชื่อของนายผดุงในบ้านเลขที่ดังกล่าว ดังปรากฏตามเอกสารหมาย ค.4ถึง ค.7 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจตรวจสอบได้ว่า นายผดุงได้ถึงแก่กรรมไปแล้วจริงหรือไม่ เมื่อต่อมาโจทก์ได้แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบในเดือนมีนาคม 2531 ว่า นายผดุงถึงแก่กรรมแล้วพร้อมทั้งแสดงใบมรณบัตรของเขตบางเขน เลขที่ 972/27ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2527 และผู้ร้องเป็นทายาทของนายผดุงตามเอกสารหมาย ค.10 ย่อมต้องถือว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รู้ถึงการตายของนายผดุง แล้วนับแต่นั้นและเมื่อเจ้าพนักงานได้มีหนังสือทวงหนี้ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2531 ไปยังผู้ร้องในฐานะทายาทนายผดุง ซึ่งเป็นระยะเวลาภายใน 1 ปี นับแต่ได้รู้หรือควรรู้ถึงการตายของลูกหนี้ จึงเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงหนี้ดังกล่าวจึงยังไม่ขาดอายุความ
ส่วนที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาว่า นายผดุงยังค้างชำระหนี้ค่าหุ้นอยู่นั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำสืบว่าตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในวันประชุมวิสามัญครั้งที่ 1เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2514 ซึ่งเป็นเอกสารฉบับล่าสุดที่บริษัทจำเลยส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครปรากฏว่านายผดุงถือหุ้นบริษัทจำเลยอยู่จำนวน 200 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 1,000 บาท ชำระเงินแล้วหุ้นละ 250 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย ค.2 ข้อนี้ ผู้ร้องเพียงแต่อ้างตนเองเป็นพยานนำสืบว่านายผดุงน่าจะได้ชำระค่าหุ้นให้บริษัทลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว เพราะการโอนหุ้นได้โอนกันมาหลายปีแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อนำสืบของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุนไม่สามารถหักล้างบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ในวันประชุมวิสามัญครั้งที่ 1 ตามเอกสารหมาย ค.2 ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1024 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ทุกประการได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายผดุงยังค้างชำระหนี้ค่าหุ้นบริษัทลูกหนี้อยู่หุ้นละ 750 บาทเป็นเงินทั้งสิ้น 150,000 บาท ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

