ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 264, 265, 268 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 265 ประกอบมาตรา 83 จำเลยเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีเพียงว่า ในขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจับกุม จำเลยแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ของกลางพร้อมทั้งนำเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์มามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบ โดยจำเลยไม่มีอาการพิรุธที่ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ที่นำมาแสดงเป็นเอกสารราชการปลอม ทั้งจำเลยไม่มีชื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด ดังที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยขอสืบพยานพนักงานคุมประพฤติเพิ่มเติมในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยให้การรับสารภาพไปโดยผิดหลงเพราะเข้าใจว่าศาลจะรอการลงโทษ หากต่อสู้คดีจะต้องเสียค่าจ้างทนายความ ทำนองว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง นั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาหลังจากจำเลยมีทนายความแล้ว จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องต่อหน้าศาล จึงต้องฟังว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ทั้งข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 31 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 30 โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟัง จำเลยก็ขอสละถ้อยคำในเชิงปฏิเสธไปแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวในรายงานการสืบเสาะและพินิจมารับฟังลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาตามที่ถูกฟ้องได้ คดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเอกสารรายการจดทะเบียนปลอม โดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมไปติดไว้ที่รถยนต์ และใช้เอกสารรายการจดทะเบียนปลอมแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นเหตุให้รัฐไม่อาจควบคุมความปลอดภัยของสภาพรถรวมถึงปริมาณของรถที่แท้จริง ทั้งกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน และหากนำรถยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่เคารพกฎหมาย อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และประกอบอาชีพสุจริตมาโดยตลอด หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2266/2564

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th