ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยาและให้แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ชั้นนี้มีประเด็นวินิจฉัยเฉพาะที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 เมื่อโจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันก็ต้องคืนให้โจทก์จำเลย จำเลยฎีกาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนายวัด ช่วยเสนาะ บิดาจำเลย นายวัด ช่วยเสนาะ ยังไม่ได้ยกให้แก่โจทก์และจำเลย

ทางพิจารณาได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์จำเลยแต่งงานกันเมื่อพ.ศ. 2493 ตอนแรกอาศัยอยู่กับบิดาจำเลย ต่อมาปีเศษบิดาจำเลยซื้อที่พิพาทจากนางช้อยโดยโจทก์ออกเงินครึ่งหนึ่ง แล้วบิดาจำเลยยกให้โจทก์ครอบครองปลูกเรือนอาศัยอยู่ตลอดมา โจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทว่าเป็นของตน

จำเลยนำสืบว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อ พ.ศ. 2503 ภายหลังแต่งงานประมาณ 2 - 3 เดือน ที่พิพาทเป็นของนายวัด ช่วยเสนาะบิดาจำเลยซื้อมาจากนางช้อยก่อนโจทก์จำเลยแต่งงาน 4 ปี บิดาจำเลยให้จำเลยอยู่อาศัย ไม่ได้ยกให้

จากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบมาฟังได้ว่า นายวัด ช่วยเสนาะ บิดาจำเลยซื้อที่พิพาทจากนางช้อยเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2496 ตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งทำกัน ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เอกสารหมาย จ.5 วันที่ 27 ธันวาคม 2498 โจทก์แจ้งการครอบครองที่พิพาทว่าเป็นของตนตามเอกสารหมาย ล.2 และโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2519 ตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์เบิกความว่าบิดาจำเลยยกให้ แล้วโจทก์จำเลยปลูกเรือนอยู่อาศัยตลอดมาจนปัจจุบันนี้ ฝ่ายจำเลยนำสืบว่าบิดาจำเลยไม่ได้ยกให้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตั้งแต่ซื้อที่พิพาทมาบิดาจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่พิพาทเลย คงให้โจทก์จำเลยครอบครองโดยปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยตลอดมา แม้เมื่อทางราชการประกาศให้เจ้าของที่ดินแจ้งการครอบครองบิดาจำเลยก็มิได้แจ้ง จำเลยว่าแต่งงานก่อนจดทะเบียนสมรสประมาณ 2 - 3 เดือน และแต่งงานแล้ว 3 เดือนจึงเข้าไปปลูกเรือนในที่พิพาท รูปคดีมีเหตุผลควรเชื่อว่าบิดาจำเลยยกที่พิพาทให้โจทก์จำเลยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินแยกต่างหากจากบิดาจำเลยโดยยกให้ก่อนโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรส ที่พิพาทจึงตกเป็นของโจทก์จำเลยคนละครึ่ง ครั้นโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นสินเดิมของแต่ละฝ่าย และเป็นสินส่วนตัวตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา จำเลยฎีกาว่าหากฟังว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมก็ควรจะคืนให้แก่จำเลยทั้งหมดไม่ใช่แบ่งคนละครึ่งนั้น เห็นว่าโจทก์จำเลยได้ที่พิพาทมาก่อนจดทะเบียนสมรสมีสิทธิเป็นเจ้าของคนละครึ่งในฐานะเป็นเจ้าของรวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 เมื่อโจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสส่วนของโจทก์ครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสินเดิมของโจทก์ ส่วนของจำเลยครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสินเดิมของจำเลย ไม่ได้หมายความว่าที่พิพาทเป็นสินเดิมของจำเลยทั้งหมด จำเลยคงมีส่วนได้เพียงครึ่งเดียว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th