ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,107,276.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ชำระแทนจำเลยทั้งสองจำนวน 3,226 บาท โดยชำระทุกวันที่ 2 เมษายนของทุก 3 ปี (ที่ถูกน่าจะเป็นทุกปี) เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดและหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับคดียึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน1,009,106.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 960,000 บาท นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2538จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้ชำระเบี้ยประกันที่โจทก์ออกแทนจำเลยทั้งสองจำนวน 3,226 บาทโดยชำระทุกปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองได้ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 204274 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า นับถึงวันฟ้องโจทก์มีสิทธิจะได้รับชำระเงินจากจำเลยทั้งสอง คิดเป็นต้นเงิน960,000 บาท และดอกเบี้ย 147,276.19 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 1,009,106.32 บาท ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองค้างชำระหนี้แก่โจทก์นับถึงวันฟ้องคิดเป็นต้นเงิน 960,000 บาท และดอกเบี้ย 49,106.32 บาท รวมเป็นเงิน 1,009,106.32 บาท โจทก์อุทธรณ์ข้อ (2.1) ว่านับถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองค้างชำระดอกเบี้ย 54,826.87 บาท เมื่อรวมกับต้นเงิน 960,000 บาท แล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 1,014,826.87 บาท ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่าอุทธรณ์ของโจทก์ข้อ (2.1) ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ให้ยกคำร้องคำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่งข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองค้างชำระต้นเงิน 960,000 บาท และดอกเบี้ย 49,106.32 บาท รวมเป็นเงิน 1,009,106.32 บาทมิใช่ยอดหนี้ 1,107,276.19 บาท ดังที่โจทก์อ้างโจทก์จึงหามีสิทธิฎีกาโต้แย้งปัญหาดังกล่าวอีกได้ไม่

พิพากษายกฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th