ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 43642 โจทก์ประสงค์จะรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวออกเป็น 2 แปลง เท่า ๆ กัน โดยแบ่งเป็นแปลงทิศตะวันตกและทิศตะวันออก โจทก์ให้จำเลยไปดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยไปยื่นคำขอรังวัดที่ดินและจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวเป็นจำนวนเนื้อที่ 2188 ในจำนวน 4376 ส่วน โดยให้มีรูปที่ดินตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้อง และให้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรังวัดคนละครึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์และจำเลยได้แบ่งการครอบครองเป็นส่วนสัดแน่นอนก่อนที่จะขอออกโฉนดแล้ว ถ้าจะแบ่งกรรมสิทธิ์ก็ต้องแบ่งตามส่วนสัดที่แต่ละฝ่ายได้ครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยไปรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 43642 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์ได้ที่ดินทางด้านทิศใต้มีแนวเขตที่ดินระหว่างโจทก์จำเลยกึ่งกลางร่องน้ำตามรูปแผนที่เอกสารหมาย ล.2 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมดังกล่าว ให้โจทก์และจำเลยออกกันคนละกึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จะให้สันนิษฐานไว้ก่อนวาผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็เป็นแต่เพียงข้อสันนิษฐานของกฎหมายในกรณีที่ไม่ปรากฏชัดว่า เจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนคนละเท่าใดเท่านั้นจึงจะให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมแต่ละคนมีส่วนเท่ากันแต่เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏชัดแล้วว่าโจทก์และจำเลยต่างแบ่งแยกครอบครองที่ดินพิพาทกันเป็นส่วนสัดย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยต่างประสงค์ที่จะยึดถือที่ดินส่วนที่ตนครอบครองเป็นของตนจึงไม่อาจนำข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวแล้วมาใช้บังคับได้ การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินร่วมกันไม่ใช่ข้อที่จะฟังว่าจำเลยมิได้ครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดตามที่โจทก์ฎีกา กรณีต้องแบ่งที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนครอบครองตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย ล.2 กล่าวคือโจทก์ได้ที่ดินทางด้านทิศใต้ที่โจทก์ครอบครองส่วนจำเลยได้ที่ดินทางด้านทิศเหนือที่จำเลยครอบครองโดยมีร่องน้ำเป็นแนวเขต ไม่อาจแบ่งเป็นแปลงทิศตะวันออกและทิศตะวันตกให้มีเนื้อที่เท่ากันตามที่โจทก์ขอได้ และการที่ศาลพิพากษาให้แบ่งที่ดินดังกล่าวไม่เกินคำขอของโจทก์เพราะโจทก์ขอแบ่งที่ดินพิพาทครึ่งหนึ่ง แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่งศาลย่อมพิพากษาให้โจทกได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2) ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th