ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป 2,000,000 บาทดอกเบี้ยอัตราสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อทั่วไปตามที่โจทก์ประกาศกำหนดซึ่งขณะทำสัญญากำหนดอัตราร้อยละ 13.34 ต่อปี ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน จำเลยจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน จำเลยผิดนัด โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ยอดหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยตามฟ้องไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี เนื่องจากกำหนดไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับการบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

หลังวันชี้สองสถานแต่อยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาตามฎีกาจำเลยมีเพียงว่าสมควรอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ซึ่งจำเลยยื่นขอแก้ไขภายหลังการชี้สองสถานแล้วหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ว่า "โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด" เป็นคำร้องขอแก้ไขคำให้การที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลต้องอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้อง เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 ให้อำนาจจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังศาลชี้สองสถานแล้วได้ถ้าการแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเป็นการแก้ไขในปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่ให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การได้ภายหลังวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีไม่มีการชี้สองสถานอยู่สองกรณีคือ

(1) การขอแก้ไขเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

(2) เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย

เป็นบทบัญญัติให้อำนาจโจทก์หรือจำเลยที่จะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือคำให้การของตน หาได้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลที่จะต้องอนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยเสมอไป เมื่อศาลพิจารณาคำร้องโจทก์จำเลยแล้วเมื่อมีเหตุอันสมควรศาลก็สามารถใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามคำร้องของโจทก์จำเลยได้ ซึ่งศาลจะพิจารณาคำร้องเป็นเรื่อง ๆ ไป กรณีตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจำเลยภายหลังการชี้สองสถานคดีนี้แม้จะเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมอ้างเหตุว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อ 3 ว่า "จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด" ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2541 โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบก็ต้องนำสืบถึงยอดหนี้และดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยอยู่แล้วตามประเด็นข้อ 3 ดังกล่าว และจำเลยก็สามารถสืบหักล้างว่า ดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมายที่โจทก์มีสิทธิคิดจากจำเลยมีเพียงใดได้ กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การตามคำร้องอีก ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th