ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัดสาขาพยัคฆภูมิพิสัย สั่งจ่ายเงินจำนวน 480,000 บาทลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 มอบแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดสมพงษ์การไฟฟ้าโคราช โดยนางสาวศรีธนพร ไกรเลิศสกุล ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้า และค่าจ้างแรงงานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายต่อมาผู้เสียหายนำเช็คดังกล่าวไปยื่นต่อธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด สาขาถนนมุขมนตรี นครราชสีมา เพื่อเรียกเก็บเงินจากธนาคารเจ้าของเช็คพิพาท ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่ายังไม่มีการตกลงกับธนาคาร ทั้งนี้จำเลยได้ออกเช็คโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ออกเช็คให้ใช้เงินจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันพึงให้ใช้ได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดสมพงษ์การไฟฟ้าโคราชผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นเห็นว่า มูลหนี้ตามเช็คที่โจทก์อาศัยเป็นมูลฟ้องจำเลยเป็นมูลหนี้เดียวกันกับที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่ง และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงมีผลทำให้มูลหนี้ตามเช็คที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญานี้ คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3)มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ร่วมและจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน และศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ทำให้หนี้ที่จำเลยได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดคดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์และโจทก์ร่วมในการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์ร่วม

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th