ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินส่วนที่จำเลยคัดค้านเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดที่ดิน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินและชำระค่าเสียหาย 40,000 บาท กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะถอนคำคัดค้านแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คู่ความแถลงไม่สืบพยานโดยขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามแผนที่พิพาทที่ช่างวัดทำขึ้นตามคำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื้อที่ตามที่โจทก์นำชี้ในแผนที่พิพาท ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 6,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ ให้จำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัด และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้แสดงการทำประโยชน์ในที่ดินตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 525 หมู่ที่ 3 ตำบลคลองชะอุ่น อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดแนวทางทิศเหนือจรดที่ดินซึ่งจำเลยมีชื่อเป็นผู้แสดงการทำประโยชน์ตามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เลขที่ 591 วันที่ 13 ธันวาคม 2549 โจทก์ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) สำหรับที่ดินดังกล่าวที่สำนักงานที่ดินอำเภอพนม จำเลยคัดค้านว่า โจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินที่จำเลยครอบครองในส่วนที่ดินพิพาทตามรูปเส้นสีแดงในแผนที่พิพาท โจทก์ฟ้องว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ซึ่งมีชื่อตนเป็นผู้แสดง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ออกโดยส่วนจัดนิคมสหกรณ์ในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ดังกล่าวเป็นหลักฐานจึงมิใช่อสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดไว้ในทะเบียนที่ดินของสำนักงานที่ดินอำเภอหรือจังหวัด ในสังกัดกรมที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครอง ที่ดินที่มีหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) เป็นหลักฐานจึงถือได้ว่าเป็นที่ดินมือเปล่าที่มีหลักฐานอื่น ๆ เช่นเดียวกับที่ดินที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ใบไต่สวน หรือหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นหลักฐานแสดงสิทธิ ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อีกทั้งคู่กรณีต่างก็กล่าวอ้างว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน.5) ของตน ดังนี้ ทั้งโจทก์และจำเลยก็ไม่มีฝ่ายใดได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานดังกล่าวว่าเป็นฝ่ายมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและกรณีมิใช่จำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ภาระการพิสูจน์จึงยังคงอยู่แก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้สมตามที่กล่าวอ้างมาในฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่นำสืบพยานก็ไม่มีทางจะรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.853/2554

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th