ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งถูกที่ดินอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์เดินและใช้ยานพาหนะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองติดต่อกันเกินกว่า 10 ปีแล้ว ที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณทางเดินดังกล่าวจึงตกเป็นภารจำยอมหรือทางจำเป็น ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ล้อมรั้วปลูกพืชและเจาะน้ำบาดาลปิดกั้นทางเดินทำให้โจทก์ไม่สามารถเดินออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์เคยขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางดังกล่าวแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ยอม ขอให้พิพากษาว่าที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณทางเดินเป็นทางภารจำยอมหรือทางจำเป็น ให้จำเลยทั้งสองเปิดทางดังกล่าวให้โจทก์เดินผ่านออกสู่ทางสาธารณะ โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างไปจากบริเวณทางเดิน ห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้สิทธิของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินของโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ คือทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของที่ดิน บุคคลทั่วไปก็ใช้ทางเดินดังกล่าวนี้ออกสู่ทางสาธารณะมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว จำเลยทั้งสองไม่เคยให้โจทก์หรือบุคคลใด ๆ เดินหรือใช้ยานพาหนะผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1895 เลขที่ดิน 797 ทางด้านทิศตะวันออกติดต่อกับที่ดินของจำเลยทั้งสองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1884 เลขที่ดิน787 และเลขที่ 1901 เลขที่ดิน 803 ที่มีทางพิพาทผ่าน ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดคลองขอนแก่น และทิศใต้ติดทางสาธารณประโยชน์ ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.2

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ โจทก์เบิกความรับว่า ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้แต่เดิมติดกับทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินอีก 2 แปลง คือเลขที่ 807 และ 808 ที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงจึงติดกับทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ได้ปักรั้วเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์จนติดที่ดินของจำเลยที่ 2 ทำให้ทางสาธารณประโยชน์ไม่สามารถใช้เดินได้ และยังเบิกความรับว่ามีซอยมิตรประชาสามารถออกสู่ถนนสายบ้านติ้ว - ท่าอิบุญได้ นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายบรรจบ ศรีธนานนท์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นกำนันท้องที่พิพาทและอยู่ที่ท้องที่นั้นตลอดมาว่า ทางด้านทิศใต้ของที่ดินโจทก์มีทางสาธารณประโยชน์ประชาชนจะใช้ทางสาธารณประโยชน์ออกซอยมิตรประชาได้ แสดงให้เห็นว่า แต่เดิมมีทางสาธารณประโยชน์และประชาชนทั่วไปก็ใช้ทางดังกล่าวผ่านเข้าออกจนกระทั่งโจทก์บุกรุกปักเสารุกล้ำและกั้นรั้วเข้าไปในทางสาธารณประโยชน์ โจทก์จึงเข้าออกทางนี้ไม่ได้ กรณีนี้จะถือว่าที่ดินของโจทก์อยู่ในที่ล้อมของที่ดินแปลงอื่นและมาร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินให้เปิดทางจำเป็นหาได้ไม่ทางพิพาทจึงไม่ใช่ทางจำเป็น

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th