ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน

3,199,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน

3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่

4852 และ 4853 ให้แก่โจทก์ และรับเงิน 7,000,000 บาท จากโจทก์

หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นคนละประเด็นกับคดีหมายเลขดำที่

1371/2556 หมายเลขแดงที่ 3034/2556 ของศาลแพ่ง จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ

ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามท้องสำนวนโดยลำดับว่า

เดิมโจทก์เคยยื่นฟ้องนางสาวเขมิกาเป็นจำเลยที่ 1 และนายบรรจง (จำเลยคดีนี้)

เป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1371/2556 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินพิพาทสองโฉนดที่โจทก์อ้างว่ากรรมสิทธิ์เป็นของตน

แต่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 แทน และจำเลยที่ 1 นำไปขายฝากแก่จำเลยที่ 2

โดยไม่มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน

โดยโจทก์ตกลงซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวจากจำเลยที่

2 ในราคา 7,000,000 บาท ภายในวันที่ 30 เมษายน 2557 ซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงขายตามนี้

และทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก

ศาลแพ่งจึงพิพากษาตามยอมให้เป็นคดีหมายเลขแดงที่ 3034/2556 ต่อมาในวันที่ 3 มิถุนายน 2557 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งว่า

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 โจทก์ได้ไปสำนักงานที่ดินตามนัดเพื่อชำระเงินและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่ไปโอนตามนัด

โจทก์จึงให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้เป็นหลักฐานขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้โจทก์สามารถซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2 ได้อีกครั้ง

และยังขอให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียโอกาสจำนวน 3,000,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยฝ่ายจำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์เองเป็นฝ่ายที่บ่ายเบี่ยงไม่มาตกลงเรื่องกำหนดวันเวลานัดโอน

จำเลยที่ 2 ไม่ได้ผิดนัด ศาลแพ่งเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ให้งดไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เมื่อศาลแพ่งยกคำร้องนี้แล้ว โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลย (จำเลยที่ 2 ในคดีเดิม) เป็นคดีนี้ ในวันที่ 20 มีนาคม 2558 ว่า

จำเลยไม่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์

เป็นเหตุให้โจทก์ขาดรายได้จากค่าตอบแทน 3,000,000 บาท หลังจากนั้นในวันที่

23 มีนาคม 2558 โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งในคดีเดิมที่ยกคำร้อง

และคู่ความได้มาแถลงร่วมกันในคดีนี้ว่าขอให้เลื่อนการพิจารณาไปก่อนเพื่อรอฟังผลคดีเดิม

ศาลชั้นต้นจึงให้จำหน่ายคดีชั่วคราว หากผลคดีถึงที่สุดแล้วค่อยยกคดีขึ้นพิจารณาต่อ

จนวันที่ 20 มีนาคม 2560 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าคดีถึงที่สุดแล้ว

และยังแก้ฟ้องขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์และรับเงินจำนวน 7,000,000 บาท ไปจากโจทก์

ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อ จำเลยจึงยื่นคำร้องลงวันที่ 15

มิถุนายน 2560 ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น

ซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้

จึงให้งดสืบพยาน แล้ววินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้

เป็นกรณีที่โจทก์รื้อร้องฟ้องจำเลยอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน

ซึ่งในคดีเดิม คือ คดีหมายเลขดำที่ 1371/2556 หมายเลขแดงที่ 3034/2556

ของศาลแพ่งนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นการฟ้องซ้ำ

ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว

ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยได้ตกลงสละประเด็นข้อต่อสู้ตามคำฟ้องและคำให้การในคดีเดิม

การที่โจทก์นำข้อต่อสู้ที่เป็นข้ออ้างของโจทก์ในคดีเดิมมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก ฟ้องโจทก์ในคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีเดิม

แม้โจทก์จะแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์และรับเงิน

7,000,000 บาทไป ก็ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับข้อพิพาทในคดีเดิมอยู่ดี

เพราะถือว่าโจทก์ยอมสละประเด็นที่เกี่ยวพันกับเรื่องค่าเสียหายเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยสิ้นเชิงแล้ว

ไม่ทำให้คดีในส่วนที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำไปด้วย พิพากษายืน

โจทก์จึงยื่นฎีกาในปัญหานี้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ การที่จะพิจารณาว่ากรณีเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่นั้น

ต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ว่าประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องได้มีการวินิจฉัยถึงที่สุดมาแล้วในคดีเดิมโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันหรือไม่

เบื้องต้นได้ความว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย

(จำเลยที่ 2 ในคดีเดิม) เป็นสองส่วนด้วยกัน คือ ประเด็นแรกขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จากการที่จำเลยไม่ไปโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลแพ่งพิพากษาตามยอมแล้ว

และประเด็นหลังแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่โจทก์

และรับเงิน 7,000,000 บาท ไปจากโจทก์

ซึ่งแท้จริงแล้วคำขอทั้งสองประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกัน

โดยโจทก์ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ดำเนินการทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหาย 3,000,000

บาท ด้วย ข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับของโจทก์ดังกล่าวเป็นเรื่องชั้นบังคับคดี

ซึ่งศาลมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งอันเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 148 (1) ทั้งนี้

โดยเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาว่าลูกหนี้ต้องรับผิดเพียงใด ย่อมเป็นเรื่องที่คู่ความต้องดำเนินการในคดีนั้นเพื่อให้มีคำวินิจฉัยจากศาล

แม้คดีถึงที่สุดแล้วก็ยังขอให้ศาลวินิจฉัยได้

ไม่เป็นฟ้องซ้ำ โดยปัญหานี้โจทก์ก็ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งในชั้นบังคับคดีอ้างว่าจำเลย

(จำเลยที่ 2 ในคดีเดิม)

ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่ไปโอนที่ดินแก่โจทก์ตามนัด ขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งให้โจทก์สามารถซื้อที่ดินจากจำเลยได้อีก

และขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย

และศาลได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ยกคำร้องในชั้นบังคับคดีของโจทก์แล้ว

โดยศาลแพ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า

ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดนัดไม่ไปโอนที่ดินนั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำเงินค่าที่ดินไปวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้ต่างตอบแทนแก่จำเลย

กรณียังไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้ในส่วนของตนแล้ว

จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระหนี้โดยการโอนที่ดินตอบแทนแก่โจทก์

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง เมื่อโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าฝ่ายโจทก์มีพฤติการณ์ประวิงคดี โดยขอเลื่อนคดีมาถึง 3 ครั้ง เพราะยังไม่มีเงิน และหาคนมาซื้อที่ดินไม่ได้

เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาต่างตอบแทน โจทก์ไม่แสดงเจตนาชำระหนี้ส่วนของตนแก่จำเลย จำเลยจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียน

ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถูกต้องชอบด้วยเหตุผลแล้ว

จึงไม่รับพิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา

การที่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวนเดิมก่อนที่คดีในชั้นบังคับคดีนั้นจะถึงที่สุด

และแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่โจทก์เมื่อคดีในชั้นบังคับคดีถึงที่สุดแล้ว

ซึ่งเมื่อคำฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีในคดีเดิม

และโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องในเรื่องดังกล่าวแล้วจนศาลมีคำวินิจฉัยถึงที่สุด

อันเป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีเดิมตามข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 (1)

คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่ใช่การยื่นคำร้องหรือคำฟ้องในกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลชั้นต้นในคดีเดิมได้วินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่สุดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมแล้ว

คำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นการฟ้องซ้ำกับคดีเดิมหมายเลขดำที่

1371/2556 หมายเลขแดงที่ 3034/2556 ของศาลแพ่ง ซึ่งได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หาใช่เข้าข้อยกเว้นที่จะไม่เป็นฟ้องซ้ำตามบทมาตราดังกล่าวตามที่โจทก์อ้างในฎีกา

ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.136/2562

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th