ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงาน ๔๓๑,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่ วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างค้างจ่าย ๔๖,๒๕๐ บาท และเงินโบนัส ๓๗,๕๐๐ บาท แก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน ๕๖,๒๕๐ บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างจนถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ นั้น จึงยังขาดไป โจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือนซึ่งประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มิได้กำหนดให้นับเป็นอย่างอื่น จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๖ วรรคท้าย ให้ถือว่า เดือนหนึ่งมี ๓๐ วัน โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๓๗,๕๐๐ บาท หารด้วย ๓๐ เป็นค่าจ้างวันละ ๑,๒๕๐ บาท แต่เนื่องจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ๕๖,๒๕๐ บาท ซึ่งเท่ากับให้จำเลยชำระ ค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยจึงต้องชำระค้าจ้างเพิ่มอีก ๒ วัน คิดเป็นเงิน ๒,๕๐๐ บาท แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ในข้อนี้ แต่คำฟ้องโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๐ มาด้วยนั้น จึงเห็นควรให้จำเลยจ่ายค่าจ้างส่วนนี้ให้โจทก์ด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เพิ่มอีก ๒,๕๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง .
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

