ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่โจทก์ในที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 178 และ 121 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ 30 ตารางวา และ 20 ไร่เศษ ตามลำดับ
จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อปี 2528 กรมที่ดินได้รังวัดที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงจำนวน 3 แปลง ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิครอบครอง คือ ที่ดินแปลงพิพาทในคดีนี้รวมเนื้อที่ประมาณ 42 ไร่ และโจทก์ได้คัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของโจทก์ หลังจากนั้นในปี 2538 โจทก์ยื่นฟ้องนายทิม เรื่องบังคับให้โอนที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 121 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ และโจทก์กับนายทิมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลมีคำพิพากษาตามยอม นอกจากนี้โจทก์ยังได้ทำสัญญารับให้ที่ดินจากนายบุญธรรม คือ ที่ดินตาม ส.ค. 1 เลขที่ 178 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวคือ ที่ดินพิพาทในคดีนี้ สำหรับประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า โจทก์ได้ยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้ไปยื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งห้าจึงมิใช่เป็นผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วศาลชั้นต้นงดวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอ้างเหตุผลข้อหนึ่งว่า โจทก์และผู้มีชื่อใน ส.ค. 1 เคยไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2517 ตามต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายอุทธรณ์ ซึ่งหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว แสดงว่าโจทก์และผู้มีชื่อใน ส.ค. 1 ได้ติดต่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกให้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงในประเด็นพิพาทข้อนี้เช่นเดียวกับศาลชั้นต้นและวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์อ้างในอุทธรณ์ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยให้ แล้วพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดี ที่โจทก์ฎีกาว่า เอกสารท้ายอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่อาจนำมาสู่ศาลชั้นต้นได้เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่ของฝ่ายจำเลยนำเอกสารบางส่วนออกไปจากสารบบที่ดินที่เป็นของโจทก์ หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่ของฝ่ายจำเลยจึงนำมามอบให้โจทก์ และเอกสารดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นว่า โจทก์เคยติดต่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่ อันเป็นข้อกฎหมายทำนองว่า มีพฤติการณ์ที่ไม่เปิดช่องให้โจทก์นำเอกสารนี้มาแสดงตั้งแต่ในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เพราะมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาเพียง 88,000 บาท แม้ศาลจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายข้อนี้ให้เป็นคุณแก่โจทก์ อันทำให้โจทก์สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงต่อไปได้ว่า เคยยื่นขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไว้ตั้งแต่ปี 2517 แต่เมื่อคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเสียแล้ว ข้อกฎหมายข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นนอกจากนี้ก็ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น
พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.594/2551
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








