ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 69,246.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 60,160 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงิน 60,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ขณะยื่นฟ้องมีนายณรงค์ เป็นปลัดกระทรวงมีอำนาจบริหารราชการกระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยรับราชการตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการในสังกัดของโจทก์ เมื่อปี 2522 จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางกาญจนา ภริยาคนแรกซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดเดียวกันกับจำเลย มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือเด็กชายหรือนายจักรพันธ์ เกิดวันที่ 8 มีนาคม 2523 บุตรลำดับที่ 1 และเด็กหญิงหรือนางสาวจุฬาลักษณ์ เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม 2530 บุตรลำดับที่ 2 ตั้งแต่ปี 2526 คาบเกี่ยวกับช่วงเกิดบุตรลำดับที่ 2 จำเลยไปอยู่กินฉันสามีภริยากับนางกัลยา ภริยาคนที่ 2 ซึ่งไม่ได้รับราชการ และไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาปี 2531 จำเลยแยกกันอยู่กับนางกาญจนาโดยมิได้จดทะเบียนหย่ากัน ขณะนั้นบุตรลำดับที่ 1 และที่ 2 อยู่ในความปกครองดูแลของนางกาญจนาซึ่งเป็นมารดาและนางกาญจนาเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาให้แก่บุตรทั้งสองคนดังกล่าว จำเลยกับนางกัลยามีบุตรด้วยกัน 3 คน คือเด็กหญิงหรือนางสาวชนากาญจน์ เด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ และเด็กหญิงอัจฉพร สำหรับเด็กหญิงหรือนางสาวชนากาญจน์ เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2531 เป็นบุตรลำดับที่ 3 ของจำเลย โดยจำเลยจดทะเบียนรับรองบุตรคนนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2533 ส่วนเด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ เกิดวันที่ 13 พฤษภาคม 2537 เป็นบุตรลำดับที่ 4 ของจำเลย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2538 จำเลยกับนางกาญจนาจดทะเบียนหย่ากัน จากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจดทะเบียนสมรสใหม่กับนางกัลยา และมีบุตรด้วยกันอีก 1 คน คือ เด็กหญิงอัจฉพร เกิดวันที่ 20 ตุลาคม 2541 เป็นบุตรลำดับที่ 5 ของจำเลย เมื่อปี 2549 กรมบัญชีกลางแจ้งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนจัดทำข้อมูลบุคลากรภาครัฐในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในระบบจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งข้อมูลบุคคลในครอบครัวของจำเลย ต่อมาปี 2552 กรมบัญชีกลางจัดทำโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพเงินเดือนและเงินสวัสดิการเพื่อให้ส่วนราชการสามารถตรวจสอบสิทธิต่าง ๆ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนโดยปรับปรุงข้อมูลดังกล่าวให้ทันสมัย และนำฐานข้อมูลไปใช้ตรวจสอบสิทธิของข้าราชการเกี่ยวกับการได้รับเงินสวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล จากการตรวจสอบปรากฏว่าจำเลยยื่นขอรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยทั้งห้าคน ซึ่งเกินสิทธิไปสองคนคือในส่วนของเด็กหญิงหรือนางสาวชุดากานต์ บุตรลำดับที่ 4 และเด็กหญิงอัจฉพร บุตรลำดับที่ 5 รวมเป็นเงิน 60,160 บาท ตามสำเนาบันทึกทะเบียนประวัติ หนังสือศาลากลางจังหวัดลำพูน หนังสือกรมบัญชีกลาง และหลักฐานเอกสารประกอบการเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ต่อมาสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยเพิกเฉย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรลำดับที่ 4 และที่ 5 เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิและอำนาจที่จะยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าว ทั้งนี้เพราะขัดต่อพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ.2523 มาตรา 7 ประกอบมาตรา 6 ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเพียงคนที่หนึ่งถึงคนที่สามเท่านั้น โดยให้นับเรียงลำดับการเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้ ไม่ว่าเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำนาจปกครองของตนหรือไม่ การที่จำเลยใช้สิทธิเบิกและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรดังกล่าวเป็นผลจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐกับจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการของหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ มิใช่นิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง และเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไปดังกล่าวก็มิใช่กรณีโจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลย เมื่อจำเลยไม่แจ้งให้เจ้าหน้าที่โจทก์ที่มีอำนาจอนุมัติและจ่ายเงินดังกล่าวทราบว่า จำเลยเบิกเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเกินสามคน ทำให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตรของจำเลยลำดับที่ 4 และที่ 5 เกินกว่าสิทธิที่จะได้รับตามกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่จำเลยได้รับเงินไปยึดถือโดยไม่ชอบ การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยไป จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ การเรียกร้องเงินที่จำเลยได้รับไปโดยไม่ชอบดังกล่าว หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์ในฐานลาภมิควรได้ซึ่งต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยและจำเลยอ้างมาในฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1/2561

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th