ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 มาตรา 2, 3, 4, 6, 7, 88, 140, 157, 168 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความของจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์ ทนายขอแรงเป็นทนายความจำเลย ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะผู้พิพากษา ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาการสืบพยานโจทก์และขอเลื่อนการพิจารณาคดี
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบและมีเหตุสมควรที่จะต้องเพิกถอนหรือไม่ เห็นว่า การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดได้นั้น ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กล่าวคือ ต้องเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อมีคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน ตามที่ศาลเห็นสมควร สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยแล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความ จำเลยแถลงว่าจะตั้งทนายความเอง ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อมเพื่อประชุมคดี สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 เมื่อถึงวันนัด จำเลยก็แต่งตั้งนายวศินเข้าทำหน้าที่เป็นทนายความ โดยโจทก์ขอสืบพยานบุคคล 3 ปาก ส่วนจำเลยขอสืบพยานบุคคล 2 ปาก ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 และนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 โดยกำชับไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาอย่างชัดเจนว่า ศาลจะพิจารณาคดีติดต่อกัน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจะสืบพยานจำเลยต่อทันที ซึ่งจำเลยและนายวศินลงลายมือชื่อรับทราบไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแล้ว แต่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก่อนถึงนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน จำเลยยื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความ อ้างเหตุว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกัน โดยจำเลยจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน พร้อมแถลงขอเลื่อนคดีออกไปก่อน ดังนี้ จะเห็นได้ว่าจำเลยได้แต่งตั้งนายวศินเป็นทนายความของตนไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 8 เดือนเศษ แต่เพิ่งมายื่นคำร้องขอถอนนายวศินออกจากการเป็นทนายความก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์เพียง 1 วัน พร้อมกับขอเลื่อนคดีออกไปเพื่อจะแต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาแทน ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะทำการพิจารณาคดีติดต่อกัน การขอถอนทนายความอย่างกระชั้นชิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาล มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับในวันนัดสืบพยานดังกล่าวมีพยานโจทก์มาศาลพร้อมแล้วถึง 3 ปาก การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้นายนิพนธ์ทนายขอแรงประจำศาลชั้นต้น ซึ่งได้รับอนุญาตให้ว่าความมาตั้งแต่ปี 2544 มีประสบการณ์สูง ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลย โดยศาลชั้นต้นได้สรุปข้อเท็จจริงในคดีให้นายนิพนธ์ทราบตามสมควรแล้ว และนายนิพนธ์ได้ทำหน้าที่ถามค้านพยานโจทก์ครบทั้ง 3 ปาก ถือว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ย่อมทราบขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลตามสมควร และรู้ข้อเท็จจริงในคดีมาตั้งแต่ต้น ในระหว่างพิจารณาจำเลยสามารถให้ข้อมูลในทางคดีเพื่อให้นายนิพนธ์ใช้ประกอบในการถามค้านพยานโจทก์ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 หลังจากจำเลยอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานแล้ว ขอเลื่อนคดีไปสืบพยานบุคคลต่ออีก 2 นัด นอกเหนือจากที่ตกลงกำหนดไว้เดิม แม้โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นก็ยังให้โอกาสจำเลยตามขอ โดยในการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายจำเลยได้แต่งตั้งนายไพบูลย์เป็นทนายความเข้ามาซักถามพยานร่วมกับนายนิพนธ์เพิ่มเติมอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้ว มิได้มีอคติดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชั้นฎีกาจำเลยเองก็ยอมรับว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ของกลางได้จากความครอบครองของจำเลยจริง คงฎีกาโต้แย้งเฉพาะการพิพากษาปรับบทลงโทษของศาลอุทธรณ์เท่านั้น จากพฤติการณ์ดังที่กล่าวมาการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ถือว่าเป็นการผิดระเบียบ และไม่กระทบต่อความยุติธรรมแต่อย่างใด กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาและองค์คณะในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ปรากฏว่าไม่เข้าเหตุในการคัดค้านผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 แต่อย่างใด กรณีจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไต่สวนก่อน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าก่อนมีคำสั่งในเรื่องนี้ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนได้ปรึกษารองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุด แทนอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งติดราชการอื่นแล้ว และรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมีอาวุโสสูงสุดได้ให้ความเห็นชอบ โดยลงลายมือชื่อไว้ที่หน้าปกสำนวนเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน จึงไม่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเช่นกัน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อย.1935/2567
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา








