ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุเกษียณอายุโดยจำเลยมิได้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามกฎหมายขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่าการออกจากงานเพราะเกษียณอายุเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามผลของกฎหมายเพราะขาดคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างและการพ้นจากการเป็นลูกจ้างเพราะเกษียณอายุเมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์นั้นถือว่าเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยนอกจากนี้จำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์แล้วตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 32 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยอีกขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าได้ความว่าเดิมโจทก์เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัดเมื่อจำเลยถูกจัดตั้งขึ้นโจทก์ได้โอนมาเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของจำเลย บริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัดได้ใช้ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จพนักงานพ.ศ.2507 ตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยได้นำระเบียบดังกล่าวมาใช้ระหว่างที่จำเลยยังไม่มีระเบียบข้อบังคับฉบับที่ 32 ต่อมาจำเลยได้ออกข้อบังคับองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยฉบับที่ 32 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จลงวันที่ 1 ตุลาคม 2525 กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานและลูกจ้างของจำเลยขึ้นใช้บังคับแต่คณะกรรมการลูกจ้างองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยคัดค้านไม่ยอมรับเพราะข้อบังคับฉบับนี้ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างเท่ากับระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จพนักงานที่ใช้บังคับอยู่เดิมศาลฎีกาเห็นว่าระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จของพนักงานของบริษัทไทยโทรทัศน์ จำกัดพ.ศ.2507 ที่จำเลยนำมาใช้ในระหว่างที่จำเลยยังไม่ออกข้อบังคับฉบับที่ 32 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเมื่อจำเลยออกข้อบังคับฉบับที่ 32 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จขึ้นมาใช้บังคับแตกต่างออกไปย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จพนักงานของบริษัทไทยโทรทัศน์พ.ศ.2507 ที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์เพราะตามระเบียบเดิมกรณีของโจทก์ที่ออกจากงานเพราะเกษียณอายุ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับทั้งเงินบำเหน็จและค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานแต่ตามข้อบังคับฉบับที่ 32 โจทก์กลับมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเพียงเฉพาะส่วนที่เกินกว่าจำนวนค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวเท่านั้นจึงนำมาใช้บังคับในกรณีของโจทก์ไม่ได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ.2518 แม้จำเลยจะได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับของจำเลยฉบับที่ 32 ก็ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยอีก

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
bind:isSubmitting />