ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
แชทกับทนายส่วนตัว
การันตีได้รับคำตอบทันทีจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

10,000+

ทนายความตัวจริง

500+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Legardy App
เนื้อหาฉบับเต็ม

คดีสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสี่กู้ไปจากโจทก์ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยจำเลยทั้งสี่มีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชี หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะให้ใช้เงินตามเช็คได้หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยเจตนาทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาทั้งสามสำนวน

จำเลยทั้งสี่ไม่ได้ให้การ ถือว่าให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสามสำนวน

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสองฎีกาทั้งสามสำนวน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า คดีนี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัดและจะนำพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ไม่ได้ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499มาตรา 3 บัญญัติว่า "ในจังหวัดหนึ่งจะมีศาลแขวงกี่ศาล และมีเขตอำนาจเพียงใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาลให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา" พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวน เขตอำนาจ และวันเปิดทำการของศาลแขวงในบางจังหวัด พ.ศ. 2500 มาตรา 18 บัญญัติว่า "ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีศาลแขวงหนึ่งศาล มีเขตอำนาจในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี" ต่อมามีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจ ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีอีกหลายฉบับ ซึ่งได้กำหนดให้ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีเขตอำนาจในอำเภออื่นนอกจากอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานีด้วย คืออำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอคีรีรัฐนิคม อำเภอดอนสัก อำเภอบ้านตาขุน อำเภอบ้านนาสาร อำเภอพุนพิน อำเภอเวียงสระ อำเภอเคียนชา อำเภอพนม และอำเภอพระแสง แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ศาลแขวงสุราษฎร์ธานีมีเขตอำนาจในอำเภอเกาะสมุยแต่อย่างใด บทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจังหวัด ยอมรับคดีซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวงไว้พิจารณาพิพากษา ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับสำหรับคดีดังกล่าว" จึงนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้มิได้เนื่องจากท้องที่อำเภอเกาะสมุยมิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงสุราษฎร์ธานี และจะนำบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520ที่บัญญัติว่า "ในท้องที่ยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด สำหรับคดีอาญาที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"มาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้เช่นกัน เนื่องจากมาตรา 2แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่มาตรา 3 จะใช้บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่ใดเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา" สำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานีท้องที่ซึ่งยังมิได้มีศาลแขวงเปิดทำการ และมีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 3 ดังกล่าวบังคับ คงมีเฉพาะท้องที่อำเภอไชยาอำเภอท่าฉาง และอำเภอท่าชนะ เท่านั้น จึงนำบทบัญญัติมาตรา 22แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ เนื่องจากยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 ใช้บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอเกาะสมุย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว

แต่ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองแล้ว แสดงให้เห็นว่าคดีดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองไม่ต้องห้ามอุทธรณ์นั้นเห็นว่า ปัญหาว่าคดีของโจทก์ทั้งสองจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ซึ่งบัญญัติว่า"ห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" เมื่ออัตราโทษตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 กฎหมายกำหนดว่าผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

sanook ข่าวสด มติชน spring

ปรึกษาทนายตัวจริง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย

"โดนโกง โดนประจาน" ปรึกษาได้ในคลิกเดียว

ทนายพร้อมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชม.
4.8/5
รีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากกว่า 16000 รีวิว
เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th