ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความประพฤติประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ให้จำคุก 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีประจักษ์พยานคือผู้เสียหายปากเดียวที่เบิกความว่า จำเลยร่วมกับพวกอีก 4 คนรุมชกต่อยทำร้ายพยานได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายเองว่าหลังเกิดเหตุพยานได้บอกแก่พระเทพเมธากร รองเจ้าอาวาสวัดราชผาติการามว่าจำเลยเป็นคนร้าย และเมื่อผู้เสียหายไปแจ้งความต่อตำรวจก็ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้ายเช่นกัน แต่โจทก์ก็มิได้นำพระเทพเมธากรหรือตำรวจที่รับแจ้งความมาสืบให้เห็นว่าผู้เสียหายได้บอกว่าจำเลยเป็นคนร้ายดังที่ผู้เสียหายเบิกความที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า พระเทพเมธากรเป็นพระภิกษุไม่ประสงค์จะให้การเป็นพยานนั้นก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะผู้เสียหายเป็นผู้รับใช้ปรนนิบัติพระเทพเมธากรมาเป็นเวลานานแล้ว และผู้เสียหายถูกทำร้ายครั้งนี้ก็เนื่องมาจากการดูแลรักษาผลประโยชน์ให้วัดหากผู้เสียหายระบุชื่อคนร้ายจริง พระเทพเมธากรก็น่าจะเป็นพยานให้ ส่วนที่โจทก์อ้างว่า ที่ไม่นำสืบพนักงานสอบสวนให้เห็นว่าผู้เสียหายได้ระบุชื่อจำเลยเป็นคนร้ายในขณะแจ้งความก็เพราะจำเลยยอมรับการสอบสวนนั้น เห็นว่า โจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าคดีนี้โจทก์มีประจักษ์พยานเพียงปากเดียวคือผู้เสียหาย คำแจ้งความของผู้เสียหายที่ระบุชื่อคนร้ายในทันทีทันใดหลังเกิดเหตุย่อมเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญแม้จำเลยจะยอมรับการสอบสวนก็ตาม แต่ก็ยอมรับเพียงว่าร้อยตำรวจโทสุภากร คำสิงห์นอก เป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้จริงเท่านั้น โจทก์น่าจะนำสืบพนักงานสอบสวนหรืออ้างส่งเอกสารให้ปรากฏในข้อที่ว่า ขณะที่ผู้เสียหายแจ้งความได้ระบุว่าจำเลยเป็นคนร้าย เมื่อโจทก์มีแต่คำเบิกความของผู้เสียหายคนเดียวโดยขาดพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนเช่นนี้ จึงทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายมีน้ำหนักน้อย ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนและผู้เสียหายเบิกความว่า ผู้เสียหายสวมแว่นสายตาเป็นประจำ เมื่อเริ่มทำร้ายคนร้ายเอามือปิดตาผู้เสียหาย และผู้เสียหายถูกทำร้ายที่บริเวณใต้ตาซึ่งแพทย์หญิงพิไลวรรณ สมุทรพงษ์ ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้เสียหายเบิกความว่า จากลักษณะบาดแผลที่ตา ถ้าผู้เสียหายใส่แว่นตา แว่นตาน่าจะแตกไปแล้ว จึงเชื่อว่าแว่นสายตาของผู้เสียหายน่าจะหลุดออกตอนถูกคนร้ายเอามือปิดตาหรือมิฉะนั้นก็หลุดหรือแตกในขณะถูกทำร้ายที่บริเวณใต้ตา ขณะที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนล้มลงนั้น น่าจะมิได้สวมแว่นตาแล้ว ที่ผู้เสียหายอ้างว่าเห็นหน้าจำเลยขณะที่ผู้เสียหายล้มลงแล้วจึงยังเป็นที่น่าสงสัยว่าผู้เสียหายจะมองเห็นคนร้ายได้ชัดเจนหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา227 วรรคสอง…"

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th