ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน 247,634,904.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 224,720,723.91 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งเจ็ดออกขายทอดตลาดนำเงินชำระแก่โจทก์จนครบถ้วน คดีถึงที่สุด
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้าน
จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์
จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป โดยได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ศาลจะรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ได้ความตามทางไต่สวนของผู้ร้องโดยจำเลยทั้งเจ็ดไม่สืบพยานว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้อง สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ตลอดจนหลักประกันทุกประเภทของสินทรัพย์จากโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งเจ็ดในคดีนี้ และผู้ร้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดทราบแล้ว ดังนี้ ผู้ร้องจึงชอบที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ส่วนที่จำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่าสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ จึงไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับนั้น เห็นว่า ในการไต่สวนศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ โดยนายอนุตร ทนายความผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าจะมีการไต่สวนในวันนี้ ในการเบิกต้นฉบับดังกล่าวต้องใช้เวลานานพอสมควร พยานยังไม่ได้ทำเรื่องขอเบิกต้นฉบับเนื่องจากไม่ทราบว่าจะมีการไต่สวน ประกอบกับจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จและมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.387/2567
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา









