ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับชำระหนี้และจดทะเบียนไถ่ทรัพย์พิพาทคืนให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ให้โจทก์และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป

โจทก์ไม่ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ) ให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7313 ตำบลหนองทันน้ำ อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้ง) แทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยรับไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทจากโจทก์และให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้ยกฟ้องแย้ง ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยโจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งในชั้นฎีกาว่า โจทก์ทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 7313 ตำบลหนองทันน้ำ อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี ไว้ต่อจำเลย มีกำหนดระยะเวลา 8 เดือน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 27 มีนาคม 2549 เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่แล้วไม่มีการไถ่ โจทก์ได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยขอเลื่อนวันนัดเป็นวันที่ 30 มีนาคม 2549 เมื่อถึงวันนัดโจทก์อ้างว่าจำเลยขอเลื่อนอีกเป็นวันที่ 3 เมษายน 2549 แต่เมื่อถึงวันนัด โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่ยอมให้ไถ่โดยจำเลยอ้างว่าพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว โจทก์แจ้งความไว้เป็นพยานหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอกุดข้าวปุ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่การขายฝากให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง บัญญัติว่า "การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่….." จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์โดยชัดแจ้งเพื่อป้องกันข้อพิพาทโต้เถียงของคู่สัญญาว่า มีการตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่แก่กันหรือไม่ จึงได้บัญญัติว่าหากมีการขยายกำหนดเวลาไถ่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ โจทก์คงมีแต่พยานบุคคลมาสืบประกอบสำเนาบันทึกแจ้งเหตุขัดข้องต่อผู้ใหญ่บ้านและสำเนารายงานประจำวันว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิไถ่ที่ดินที่ขายฝากอีกต่อไปและจำเลยย่อมมีสิทธิขับไล่โจทก์พร้อมบริวารออกจากที่ดินตามฟ้องแย้งได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2907/2552

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
bind:isSubmitting />