ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๒ จำเลยที่ ๑โดยจำเลยที่ ๒ กรรมการผู้จัดการเปิดบัญชีเดินสะพัดไว้แก่โจทก์ สาขาเชียงใหม่ เลขที่ ๕๙๙ - ๕ โดยสัญญาว่าจะปฏิบัติตามระเบียบการใช้บัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน และยินยอมปฏิบัติตามประเพณีนิยมและวิธีปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ทุกประการ ต่อมาวันที่ ๒๗กันยายน ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์สาขาเชียงใหม่ ในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ทบต้นตามประเพณีของธนาคารพาณิชย์ กำหนดชำระหนี้คืนทั้งหมดแก่โจทก์ในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๕ แต่เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ ๑ ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา ต่อมาวันที่ ๑สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ ได้ขอเพิ่มวงเงิน โดยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์อีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นวงเงินที่ขอเบิกเกินบัญชีจำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเอ็ม อาร์ อาร์ บวก ๒ ขณะทำสัญญาอัตราดอกเบี้ย เอ็ม อาร์ อาร์เท่ากับร้อยละ ๑๔.๗๕ ต่อปี อัตราดอกเบี้ยขณะทำสัญญาจึงเท่ากับร้อยละ๑๖.๗๕ ต่อปี จำเลยที่ ๑ ตกลงจะชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนแก่โจทก์ทันทีตามที่โจทก์เรียกร้อง และยอมให้โจทก์ปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยตามวิธีการของโจทก์ได้ทันที แต่ต้องไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันเข้ารับผิดชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ แก่โจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ ๑จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๗๓๖๕, ๘๗๓๖๖ ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ในวงเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทและขึ้นวงเงินจำนองอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมวงเงินทั้งสิ้น ๕,๕๐๐,๐๐๐บาท เพื่อประกันหนี้ทุกชนิดซึ่งจำเลยที่ ๑ มีอยู่ต่อโจทก์ โดยตกลงว่าหากมีการบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้เงินขาดอยู่จำนวนเท่าใด ยอมให้โจทก์บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๑ จนครบถ้วน นับแต่จำเลยที่ ๑ ได้เบิกเงินเกินบัญชีไป บัญชีของจำเลยที่ ๑ เดินสะพัดเรื่อยมา เมื่อจำเลยที่ ๑ไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในเดือนใด โจทก์ก็คิดดอกเบี้ยทบต้นและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและของโจทก์เรื่อยมา ซึ่งบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ ๑ ได้เดินสะพัดเรื่อยมาและแสดงยอดตกเป็นลูกหนี้โจทก์เพียง ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ เป็นเงิน๓,๖๘๘,๓๓๔.๒๑ บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ จำเลยที่ ๑เพิกเฉย โจทก์จึงให้ทนายความส่งหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสองจัดการชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองภายในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๐ มิฉะนั้นถือว่าวันดังกล่าวเป็นอันยกเลิกและสิ้นสุดการเดินบัญชีเดินสะพัดต่อกันด้วย หนังสือทวงถามส่งให้แก่จำเลยทั้งสองได้ เมื่อครบกำหนดเวลาชำระหนี้ตามหนังสือทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองก็ไม่ชำระหนี้ โจทก์ถือว่าบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ สิ้นสุดลงในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๐ ซึ่ง ณ วันดังกล่าวเมื่อหักทอนบัญชีต่อกันแล้ว จำเลยที่ ๑ มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน ๓,๗๓๐,๙๓๙.๒๔ บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันหรือแทนกันชำระให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นของต้นเงินดังกล่าวในอัตราตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและของโจทก์นับตั้งแต่วันที่ ๒๖เมษายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น ดังนี้ในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๗ธันวาคม ๒๕๔๐ ในอัตราร้อยละ ๒๔ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐ถึงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๑ และในอัตราร้อยละ ๒๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๖มีนาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๑,๑๘๓,๗๘๑.๐๑ บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น ๔,๙๑๔.๗๒๐.๒๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน ๔,๙๑๔,๗๒๐.๒๕ บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๒๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓,๗๓๐,๙๓๙.๒๔ บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระ ให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๗๓๖๕, ๘๗๓๖๖ ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมตลอดจนทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓,๕๙๐,๐๖๘.๕๐ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับถัดจากวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ แต่จำนวนเงินทั้งหมดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๑) ต้องไม่เกินจำนวน ๔,๙๑๔,๗๒๐.๒๕บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๗๓๖๕ และ ๘๗๓๖๖ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๔,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๒จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ เปิดบัญชีเดินสะพัด ประเภทเงินฝากกระแสรายวันไว้แก่โจทก์ บัญชีเลขที่ ๕๙๙ - ๕ ต่อมาวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๔จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้แก่โจทก์ วงเงิน๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๕ เมื่อครบกำหนดดังกล่าวแล้วจำเลยที่ ๑ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมา ต่อมาวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ขอเพิ่มวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นวงเงิน๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๖.๗๕ ต่อปี จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๗๓๖๕ และ ๘๗๓๖๖ ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันในวงเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อมาวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ ได้ขึ้นวงเงินจำนองอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทรวมเป็น ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ ๑ เดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมาจนครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ถอนเงินจากบัญชีจำนวน ๓,๕๐๐ บาท ณ วันดังกล่าว จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์จำนวน ๓,๕๙๐,๐๖๘.๕๐ บาท โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑สิ้นสุดลงเมื่อใด เห็นว่า ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับสุดท้ายที่จำเลยที่ ๑ทำไว้แก่โจทก์ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ ตามเอกสารหมาย จ.๘ ไม่ปรากฏว่ามีกำหนดเวลาชำระหนี้เสร็จสิ้นไว้ จึงต้องถือว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุด ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ ๑ เอกสารหมาย จ.๑๖แผ่นที่ ๔ ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถอนเงินจากบัญชีครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๗กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ทำให้มียอดหนี้ในวันดังกล่าวเป็นเงิน ๓,๕๙๐,๐๖๘.๕๐ บาทซึ่งเกินวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีทั้งสองฉบับ คือเอกสารหมาย จ.๗และ จ.๘ ที่ให้จำเลยที่ ๑ เบิกเงินได้ไม่เกิน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วหลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าโจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ เบิกถอนเงินอีก คงมีแต่รายการคิดดอกเบี้ยที่คิดเป็นหนี้เพิ่มตลอดมา แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ไม่ประสงค์จะให้มีการสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไปและหลังจากวันที่จำเลยที่ ๑ ถอนเงินครั้งสุดท้ายดังกล่าวแล้ว มีการหักทอนบัญชีในวันสิ้นเดือนนั้น คือวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ มียอดหนี้อยู่เป็นจำนวน ๓.๖๓๖,๓๔๒.๙๕ บาท สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงเป็นอันเลิกกันในวันดังกล่าว หาได้สิ้นสุดในวันที่๒๕ เมษายน ๒๕๔๐ อันเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาที่โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ไม่ และตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยที่ ๑ ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ สิ้นสุดในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์๒๕๔๐ และจำเลยที่ ๑ มียอดหนี้จำนวนเพียง ๓,๕๙๐,๐๖๘.๕๐ บาทนั้นไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่าดอกเบี้ยหลังจากวันสิ้นสุดสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี โจทก์มีสิทธิคิดเพิ่มเป็นอัตราร้อยละ ๒๔ และร้อยละ ๒๕ ต่อปี ได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เลิกกันแล้ว ความผูกพันที่โจทก์มีสิทธิปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยให้เพิ่มสูงขึ้นตามข้อตกลงในสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ ก็ย่อมสิ้นสุดไปด้วย โจทก์หาอาจจะอ้างประกาศของโจทก์เรื่องอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อที่ออกมาภายหลังจากที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑เลิกกันไปแล้วมาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑เพิ่มสูงถึงร้อยละ ๒๔ และ ๒๕ ต่อปี ได้ไม่ เพราะเงื่อนไขให้สิทธิแก่โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ในสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.๘ ข้อ ๒ นั้นสิ้นผลไปก่อนแล้ว แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี จากต้นเงินที่จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์ทั้งจำนวนนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะตามบันทึกการปรับอัตราดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.๑๓ ระบุไว้ชัดเจนว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินตามวงเงินในสัญญา คือ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๗ และ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๘ รวมจำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาทในอัตราร้อยละ ๑๖.๗๕ ต่อปีเท่านั้น ส่วนที่เกินวงเงินจึงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี การที่ศาลชั้นต้นคิดดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ๑๙ ต่อปี จากจำนวนหนี้ทั้งหมดจึงไม่ถูกต้อง เป็นการวินิจฉัยอัตราดอกเบี้ยก่อนสิ้นสุดสัญญาไม่ตรงกับพยานหลักฐานในสำนวน คือบันทึกการปรับอัตราดอกเบี้ยเอกสารหมาย จ.๑๓ ศาลฎีกาย่อมแก้ไขให้ถูกต้องได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน๓,๖๓๖,๓๔๒.๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๖.๗๕ ต่อปีของต้นเงินจำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท และดอกเบี้ยไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๑๓๖,๓๔๒.๙๕ บาท นับถัดจากวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th