ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


คดีนี้ ศาลพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยผู้ล้มละลายยื่นคำร้อง ๓ สำนวน ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินซึ่งจำเลยโอนให้แก่ผู้รับโอนทั้ง ๓ สำนวน
นายมานิตย์และนายมลินทร์ ผู้รับโอนแถลงคัดค้าน
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีฟังไม่ได้ว่านายเป๋งลิ้มบิดาผู้รับโอนได้ออกเงินซื้อที่ดินพิพาทไว้ร่วมกับจำเลย และผู้รับโอนทราบดีว่าจำเลยมีหนี้สินมาก การโอนได้กระทำภายใน ๓ ปีก่อนล้มละลายผู้รับโอนนำสืบไม่ได้ว่าเป็นการสุจริตและมีค่าตอบแทน จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ดินพิพาททั้ง ๓ สำนวน
นายมานิตย์และนายมลินทร์ผู้รับโอนอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
นายมานิตย์และนายมลินทร์ผู้รับโอนฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อที่ผู้รับโอนอ้างว่านายเป๋งลิ้มได้ออกเงินซื้อที่ดินร่วมกับจำเลยตั้งแต่แรก แต่ใส่ชื่อจำเลยเพราะตนเองเป็นคนต่างด้าว และบุตรนายเป๋งลิ้มคือผู้รับโอนก็ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น ผู้รับโอนนำสืบฟังเป็นความจริงไม่ได้ ปัญหาว่าการโอนที่ดินเป็นไปโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๑๔ หรือไม่นั้น เห็นว่า เพียงแต่โอนมีค่าตอบแทนยังไม่พอ ต้องได้กระทำโดยสุจริตอีกด้วย ผู้รับโอนจึงจะต่อสู้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยอมให้เพิกถอนการโอนได้ สุจริตในที่นี้หมายความว่าผู้รับโอนมิได้รู้ถึงภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวของผู้ล้มละลาย ในคดีนี้จำเลยผู้ล้มละลายกับผู้รับโอนมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก ย่อมอยู่ในฐานะที่จะรู้ดีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้ว ที่ผู้รับโอนปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าจำเลยมีหนี้สินมากนั้นไม่น่าเชื่อ ฎีกาผู้รับโอนฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ยกฎีกาผู้รับโอนทั้งสอง.
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

