ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๒๖, ๗๕, ๗๖, ๑๐๒ ริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง, ๑๐๒ จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน ริบกัญชาของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๖ วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก ๒ ปี และปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด ๒ ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ๓ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี ให้จำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมหรือ สาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติดให้โทษทุกประเภทตลอดระยะเวลาที่รอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ยกฟ้องข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและข้อหาจำหน่ายกัญชา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยเบิกความว่านายสำราญชาวลาวว่าจ้างจำเลยให้นำถุงกัญชาจากในป่ามาส่งมอบให้เพื่อนนายสำราญได้ค่าจ้าง ๒,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างที่ค่อนข้างแพงสำหรับชาวชนบทโดยทั่วไป โดยจำเลยไม่ทราบว่าในถุงดังกล่าวเป็นอะไร จำเลยไม่เคยรู้จักมักคุ้นกับนายสำราญชาวลาวมาก่อน จำเลยก็ไม่ได้สอบถามว่าสิ่งของที่ขนนั้นเป็นของต้องห้ามหรือไม่ และก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าเหตุใดจะต้องไปขนออกมาจากป่าและส่งมอบในบริเวณถนนเปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือน ย่อมเป็นการผิดปกติวิสัยเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อกัญชาของกลางมิใช่ของจำเลย จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขนนำมาส่งมอบให้แก่ ผู้ล่อซื้อตามคำสั่งของนายสำราญชาวลาวเท่านั้น และจำเลยมิได้ยึดถือกัญชาไว้โดยเจตนายึดเพื่อตน จำเลยจึงไม่มี ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นความผิดฐานจำหน่ายกัญชาตามความหมายแห่งคำนิยามศัพท์คำว่า "จำหน่าย" ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดข้อหาจำหน่ายกัญชาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง, ๗๕ วรรคหนึ่ง จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
bind:isSubmitting />