ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
35,000+
ทนายความตัวจริง
850+


โจทก์ฟ้องว่าเมื่อประมาณ 20 ปีมานี้ โจทก์ได้ใช้สิทธิเดิมในที่ดินเพื่อลงท่าน้ำบัดนี้จำเลยล้อมรั้วปิดทาง ขอให้บังคับจำเลยเปิดทางและให้จดทะเบียนสิทธิภารจำยอม
จำเลยให้การว่าที่ดินทางพิพาทบางตอนเป็นของกรมการศาสนาไม่ใช่ของจำเลย เป็นทางภารจำยอมไม่ได้ สำหรับส่วนที่เป็นที่ดินของจำเลย จำเลยสงวนสิทธิให้เดินได้ตามที่อนุญาตไม่เป็นทางภารจำยอมขอให้ศาลยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอม พิพากษาให้จำเลยเปิดทาง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่าทางพิพาทตกอยู่ในภารจำยอมซึ่งโจทก์ได้มาโดยอายุความจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีอำนาจจะปิดทางพิพาทได้ ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะได้ความว่าเช่าที่มาจากกรมการศาสนาก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทนี้มาและจำเลยที่ 3 ก็รับว่าได้ล้อมรั้วกินทางพิพาทเข้าไป 2 วา การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อยู่ในตัว โจทก์ชอบที่จะฟ้องให้จำเลยที่ 3 เปิดทางเดินนี้ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าทางพิพาทไม่มาจดที่ดินของโจทก์ ทางพิพาทย่อมไม่เป็นทางภารจำยอมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติแต่เพียงว่าอสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภารจำยอมเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ฉะนั้นสามยทรัพย์และภารยทรัพย์จึงไม่จำเป็น้องอยู่ติดกัน ถ้าการที่ต้องจำยอมนั้นมีลักษณะเป็นภาระแก่อสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น จะเป็นแปลงหนึ่งหรือหลายแปลงก็ดี จะมีอสังหาริมทรัพย์อื่นคั่นอยู่ระหว่างหรือจะต้องข้ามทางสาธารณะไปก็ดี ก็อาจเป็นภารจำยอมได้
พิพากษายืน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา


