ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจสำราณราษฎร์ จำเลยที่ 2 รับราชการเป็นพนักงานตำรวจประจำกอง 2 ตำรวจสันติบาล ได้บังอาจสมคบกันทำผิดกฎหมาย กล่าวคือจำเลยที่ 1 ได้บังอาจเรียกเอาเงิน 350 บาท จากนายณรงค์ผู้ต้องหาฐานทำร้ายร่างกายนายโอวกี่ โดยจำเลยที่ 1 จะช่วยทำคดีซึ่งต้องหานั้นเสร็จเรียบร้อยชั้นสถานีตำรวจไม่มีเรื่องต่อไปและนัดหมายให้จำเลยที่ 2 ไปรับเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ได้ไปรับเงินจากนายณรงค์มาเป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองเสียขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 137

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2เป็นตำรวจสันติบาล ไม่ใช่เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนจึงอยู่ในฐานะเสมือนราษฎรทำผิดร่วมกับเจ้าพนักงาน จึงเป็นผิดฐานสมรู้ จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 137 ลงโทษจำเลยที่ 2ตามมาตรา 137, 65

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าพนักงานในตำแหน่งหน้าที่ ข้อเท็จรริงจึงต่างกับฟ้องนั้นฟังไม่ได้ เพราะโจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับราชการเป็นพนักงานตำรวจประจำกอง 2 ตำรวจสันติบาล และข้อเท็จจริงก็ตรงดั่งฟ้อง ฎีกาข้ออื่นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th