ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 362, 365 และนับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีก่อน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 362, 365(2) จำคุกคนละ 1 ปีคำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายพรมหรือพรมมานามบุตร ผู้เสียหายฟ้องขับไล่นายสาย จันทร์พล ให้ออกจากที่นาพิพาทศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้นายสายและบริวารออกจากที่นาพิพาท คดีถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2536นายสายและจำเลยทั้งสองได้ออกจากที่นาพิพาทตามคำพิพากษาแล้วตามวันเวลาเกิดเหตุในฟ้องจำเลยทั้งสองได้เข้าไปไถและปลูกข้าวในที่นาพิพาทอีก นายพรมหรือพรมมาจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุก เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองกล่าวหาเป็นคดีนี้มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเข้าไปไถและปลูกข้าวในนาพิพาทเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของนายพรมหรือพรมมาโดยปกติสุขหรือไม่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของนายรัศมี เตชะนัง ป่าไม้อำเภอห้วยทับทันพยานโจทก์ว่า ที่นาพิพาทเป็นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งขวาห้วยทับทัน ปัจจุบันที่พิพาทไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่ทางราชการยังมิได้จัดให้ที่นาพิพาทเป็นที่ทำกินของราษฎร เห็นว่า ที่นาพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและทางราชการยังมิได้จัดให้เป็นที่ทำกินของราษฎร จึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินซึ่งสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 การที่นายพรมหรือพรมมาเข้าครอบครองทำนาในที่ดินพิพาทก็เพียงแต่ถือว่านายพรมหรือพรมมามีสิทธิในที่นาพิพาทดีกว่าบุคคลอื่น แต่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ นายพรมหรือพรมมาจึงยกเอาการครอบครองของตนใช้ยันต่อรัฐไม่ได้ ดังนั้น แม้นายพรมหรือพรมมาจะครอบครองหรือทำนาพิพาทนานเท่าใดก็ไม่ได้สิทธิในนาพิพาทตามกฎหมายทั้งยังอาจถูกฟ้องร้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 อีกด้วย นายพรมหรือพรมมาเข้าครอบครองที่นาพิพาทโดยไม่ชอบ จึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่นาพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายฉะนั้น แม้จำเลยทั้งสองจะเข้าไปไถนาและปลูกข้าวในที่นาพิพาทก็ไม่เป็นการรบกวนการครอบครองที่อสังหาริมทรัพย์ของนายพรมหรือพรมมา อันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, 365 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th