ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณีกับค่าชดเชยแก่โจทก์

จำเลยให้การด้วยวาจาโดยศาลแรงงานกลางบันทึกไว้ว่าจำเลยยังมิได้จ่ายค่าจ้างที่ค้างให้แก่โจทก์ ส่วนคำฟ้องอื่นของโจทก์ไม่เป็นความจริงเพราะโจทก์เคยถูกเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรในกรณีมาทำงานสายหลายครั้ง โจทก์ขอหยุดเดือนละ 2 วัน ซึ่งจำเลยได้จ่ายเงินในการที่โจทก์ได้ทำงานในวันหยุดเป็นการเหมาอีกเดือนละ 500 บาท ส่วนวันหยุดตามประเพณีจำเลยก็จ่ายให้ปลายปีเป็นการเหมาปีละ 4,000 บาทจึงขอปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดตามฟ้องโจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ว่าคำให้การของจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 27 มิถุนายน 2529ไม่มีข้อความแสดงโดยชัดแจ้งว่าจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ คำให้การของจำเลยที่ว่า 'คำฟ้องอื่นของโจทก์ไม่เป็นความจริง' และ 'จำเลยขอปฏิเสธว่าไม่ได้ทำผิดตามฟ้องโจทก์' เป็นคำให้การที่เคลือบคลุมเพราะไม่ชัดแจ้งว่าปฏิเสธคำฟ้องส่วนใดและไม่ปรากฏเหตุผลแห่งการปฏิเสธ แม้จำเลยจะให้การด้วยวาจา กรณีก็ต้องตกอยู่ในบังคับของมาตรา 177 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วยคดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 นี้ ก็เนื่องจากคดีแรงงานเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากคดีแพ่งทั่วไปเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานหรือเกี่ยวกับสิทธิของนายจ้างและลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ การดำเนินคดีควรเป็นไปด้วยความสะดวกประหยัดรวดเร็ว เสมอภาคและเป็นธรรมเพื่อให้คู่ความมีโอกาสประนีประนอมยอมความและสามารถกลับไปทำงานร่วมกันโดยไม่เกิดความรู้สึกเป็นอริต่อกัน จำเป็นต้องยกเว้นขั้นตอนและวิธีการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหลายกรณ๊ด้วยกันเพื่อให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าคดีแรงงานคดีใดจะมีทุนทรัพย์สูงเพียงใด หรือมีประเด็นข้อพิพาทที่ยุ่งยากเพียงใดก็ตาม คู่ความก็มีสิทธิฟ้องหรือให้การด้วยวาจาได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรคแรกและมาตรา 39 วรรคแรกประกอบด้วยข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2523ข้อ 2 และข้อ 9 ซึ่งแสดงว่า การที่จำเลยมีสิทธิให้การด้วยวาจานั้นกฎหมายมิได้ถือเคร่งครัดเช่นการให้การเป็นหนังสือในคดีแพ่งธรรมดา ทั้งนี้เพื่อให้คดีได้เสร็จสิ้นไปด้วยความรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของวิธีพิจารณาคดีแรงงานดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวข้างต้น ดังนั้นที่จำเลยให้การต่อศาลแรงงานกลางด้วยวาจาซึ่งศาลแรงงานกลางได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า คำฟ้องอื่นของโจทก์ไม่เป็นความจริงและ จำเลยขอปฏิเสธว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ จึงเป็นการเพียงพอที่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์หรือไม่แล้วที่ศาลแรงงานกลางให้จำเลยนำสืบตามประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน.

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th