ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำปรึกษามากกว่า
10,000+
ทนายความตัวจริง
500+


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 2, 83 ให้จำคุกคนละ 20 ปีเนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 มีอาวุธปืนติดตัวไปในการปล้นทรัพย์ จึงให้เพิ่มโทษจำเลยอีกคนละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 340 ตรี รวมแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 6 คนละ 30 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 6 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 2, 83 ให้จำคุก 20 ปี เนื่องจากจำเลยที่ 6 มีอาวุธปืนติดตัวไปในการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายรายนี้ จึงให้เพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี รวมแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 6 รวม 30 ปีนั้น เห็นว่าการปรับบทกฎหมายลงโทษจำเลยยังไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 340 ตรี เป็นเพียงบทบัญญัติที่ทำให้จำเลยที่ 6ผู้กระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 340 วรรค 2 รับโทษหนักขึ้นเท่านั้นมิใช่บทบัญญัติที่ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 ผู้กระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องและตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยเพราะเป็นเหตุอยู่ในลักษณะคดี
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรค 2 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรีและ 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514ข้อ 14 และ 15 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 30 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา








