ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2506 เวลากลางวัน จำเลยได้ออกเช็คของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาชุมพร ฉบับเลขที่H 409401 สั่งจ่ายเงิน 20,000 บาท ให้แก่บริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัดสาขาหาดใหญ่ ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยให้ไปรับเงินที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาชุมพร ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2506เป็นต้นไป มาวันที่ 18 กรกฎาคม 2506 บริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัดสาขาหาดใหญ่ได้ส่งเช็คฉบับดังกล่าวแล้วไปรับเงินที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด สาขาชุมพร แต่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด สาขาชุมพร ได้ปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คนั้น เพราะเงินที่จำเลยฝากไว้มีไม่พอจ่าย โดยจำเลยออกเช็คดังกล่าวแล้วให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น และออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น เหตุเกิดที่ตำบลหาดใหญ่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และที่ตำบลท่าตะเภา อำเภอเมืองชุมพรจังหวัดชุมพร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3

นายลิบ แซ่จิว ผู้จัดการบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์จำกัด สาขาหาดใหญ่ ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยให้การว่า นายจำลองไม่มีอำนาจร้องทุกข์ตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่จำเลยไม่ต้องรับผิดทางอาญาตามกฎหมาย นายลิบ แซ่จิว ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ร่วมได้ตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายลิบ แซ่จิว ผู้จัดการบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์จำกัด สาขาหาดใหญ่ มีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจให้นายจำลองไปร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยได้ และมีอำนาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ แต่คู่กรณีไม่มีเจตนาจะให้มีการใช้เงินตามเช็ค การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าคดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ร่วมและจำเลยมิได้มีเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การที่โจทก์ร่วมฎีกาโต้เถียงว่า ข้อเท็จจริงอย่างนี้ต้องฟังว่าจำเลยมีเจตนาอย่างนั้น ก็เป็นการเถียงเพื่อให้ศาลเชื่อหรือไม่ว่าจำเลยประสงค์ต่อผลอย่างไรในการออกเช็คนั้น การที่จะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค มิใช่ว่าถ้าจำเลยออกเช็คแล้วไม่มีเงินใช้ตามเช็คเป็นความผิดอาญาเสมอไป จะต้องมีกรณีตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้คือ 1. ออกเช็คโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฯลฯ เจตนาดังกล่าวนี้เป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความผิดเมื่อศาลอุทธรณ์ฟังแล้วว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น โจทก์ร่วมเถียงว่ามีเจตนาเช่นนั้น เป็นการเถียงข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ จึงเห็นว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219

จึงพิพากษาให้ยกฎีกาโจทก์ร่วม

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา

แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th