ค้นหาฎีกา

ระบุ เลขฎีกา หรือ คำค้นหา

สารบัญ

ปรึกษาทนายความได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามได้ทุกเรื่องราวทางกฎหมาย
การันตีได้รับคำตอบจากทนายตัวจริง

คำปรึกษามากกว่า

35,000+

ทนายความตัวจริง

850+

เริ่มต้นปรึกษา
รีวิว 9,000+ คน
Law Link app
เนื้อหาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุมณฑา ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวม 9 กระทง จำคุก 36 เดือน และปรับ 18,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 และให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ออกจากสารบบความกับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับค่าฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 ระงับไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญยังมิได้จดทะเบียน ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา หรือเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้และถือได้ว่าเงินที่จำเลยรับจากนักเรียนย่อมตกเป็นของโรงเรียนแล้วไม่ได้เป็นของนักเรียนอีกต่อไป นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลย จึงมิใช่ผู้เสียหายผู้มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย ดังนั้นแม้ก่อนโจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในคดีนี้ นางสาวธิดารัตน์ นางสาวอรอุมา นางสาวอัมพารัตน์ นางสาวนฤมล และนางสาวอัชฌา นักเรียนผู้ชำระเงินผ่านจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกงแก่จำเลย และถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากโรงเรียนออกใบรับรองผลการเรียนให้ไปแล้วก็ตาม แต่ก็ถือไม่ได้ว่านักเรียนดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่จะมีอำนาจถอนคำร้องทุกข์ในความผิดข้อหายักยอกตามฟ้องนี้ได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ ในส่วนคำฟ้องข้อ 1.1 ถึง 1.5 จึงยังไม่ระงับไป เพราะมิใช่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้เสียหายและเปลี่ยนข้อหาเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องตามคำฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.9 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและพันตำรวจโทวีรวัฒน์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าวันที่ 19 กันยายน 2541 โจทก์ร่วมมาแจ้งความว่า จำเลยยักยอกเงินของโรงเรียนไป 160,000 บาทเศษ โดยมอบเอกสารตามบัญชีของกลาง ซึ่งมีใบคำร้องทั่วไปของนักเรียนผู้เสียหายรวม 11 ฉบับ ซึ่งเป็นนักเรียนที่จำเลยรับเงินค่าเล่าเรียนมาแล้วไม่นำส่งเข้าบัญชีเงินฝากของโรงเรียนตามฟ้องทั้งหมดรวมอยู่ด้วย เมื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายจากการกระทำผิดของจำเลย จึงมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยได้ ฟังได้ว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์โดยชอบพนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยจะต้องคืนเงินแก่ผู้เสียหายเพียงใดซึ่งปัญหาข้อนี้จำเลยอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและคู่ความสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย เห็นว่า จำเลยยักยอกเงินที่เก็บจากนักเรียนรวม 9 คน เป็นเงินรวม 137,400 บาท ไปก็ตาม แต่นายอิศนุวัฒน์ ผู้จัดการโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยกลับเบิกความว่า หลังจากมีการแจ้งความร้องทุกข์ในคดีนี้ โรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แล้วได้ความว่า นักเรียน 9 คน ที่ฝากเงินค่าเล่าเรียนแก่จำเลยนั้นเป็นนักเรียนภาคค่ำ ไม่สะดวกที่จะนำเงินไปชำระในภาคกลางวัน และใน 9 คนนั้น มีนักเรียนไปแจ้งความรวม 5 คน โดย 4 ใน 5 คนนั้นเป็นนักเรียนที่โอนมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต ในปีที่ 2 เทอมสุดท้ายซึ่งต้องชำระค่าเรียนเพียงคนละ 7,000 บาท ไม่ใช่คนละ 20,000 บาท และต่อมาจำเลยโอนเงิน 100,000 บาทคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้ว เจือสมทางนำสืบของจำเลยที่รับว่าจำเลยรับเงินจากนักเรียนตามคำร้องทั่วไป เพียง 84,400 บาท เท่านั้น และเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2541 จำเลยโอนเงิน 100,000 บาท ที่กู้มาจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูคืนเข้าบัญชีโรงเรียนแล้วตามใบนำฝากและระเบียนแสดงผลการเรียน พยานจำเลยมีพยานเอกสารดังกล่าวมาแสดงสนับสนุนน่าเชื่อถือจึงมีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไปมีไม่เกิน 100,000 บาท และจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวโอนเข้าบัญชีของโรงเรียนบริหารธุรกิจภาคใต้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาทแก่ผู้เสียหายอีก

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกเว้นคำขอให้จำเลยคืนเงิน 37,400 บาท ให้ยกเสีย

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.5440/2549

แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

เข้าร่วมแพลตฟอร์มทนายออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย
งานปรึกษามากกว่า 20,000 งานต่อปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th