โดนข่มขู่
เรื่องมีอยู่ว่า A คุยกันในแชทส่วนตัวกับ B และได้มีการพิมพ์ประโยค(แต่ไม่มีคำหยาบคายใดๆ)ที่ทำให้ B เข้าใจผิด B คิดว่าประโยคที่ A พิมพ์มาไปกล่าวหาว่า B เป็นคนไม่ดี B จึงโกรธและรู้สึกแย่กับประโยคนั้น จึงได้มีการขู่ฟ้องแจ้งความแก่ A อยากทราบว่า B สามารถฟ้องหรือแจ้งความได้ไหม และถ้า A ไม่ต้องการติดต่ออีกต่อไปแล้วสามารถตัดปัญหาโดยการบล็อค B ไปเลยได้หรือไม่
คำตอบจากทนาย (4)
A: ได้ตอบคำถามไปใน คำถามอีกอันนึงแล้ว ผู้ถามเป็นเอใช่ไหม ในเมื่อมั่นใจว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ไม่ต้องกลัวอะไรค่ะ
A: ตามข้อเท็จจริงที่ให้มายังไม่เข้าหลักเกณฑ์หมิ่นประมาท ไม่สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ และการบล็อกเพื่อไม่ต้องการมีปัญหาต่อกันอีก ก็เป็นอีกตัวเลือกนึงที่ดีค่ะ
A: กรณีตามปัญหามีความผิดที่ต้องพิจารณา 2 กรณีคือ 1 Aหมิ่นประมาทB หรือไม่ 2 Aดูหมิ่นBซึ่งหน้าหรือไม่ กรณีหมิ่นประมาท(ป.อ.326 ) ขาดองค์ประกอบภายนอกในส่วนของคำว่า "ผู้อื่น" เพราะ เป็นการสนทนากันเพียงสองคนคือ A เเละ B ไม่จำต้องพิจารณาเจตนาหรือที่เรียกว่าองค์ประกอบภายใน กรณีดูหมิ่นซึ่งหน้า ( ป.อ.393 ) คำว่า ดูหมิ่น ต้องเป็นถ้อยคำในลักษณะที่หยาบคาย เเต่ตามคำถามไม่เข้านอยาม คำว่า "ซึ่งหน้า" หมายถึงต้องอยู่กันตัวตัวในเวลาขณะนั้น การคุยกันผ่านทางเเชทไม่เข้านิยามของคำว่า"ซึ่งหน้า" A จึงไม่มีความผิดทั้ง 2 ฐาน B คงไม่สามารถดำเนินการเเจ้งความ A ได้ ถ้าไม่ต้องการติดต่อเเล้วก็ บล๊อคได้เลย
A: ตามข้อมูลที่คุณให้มา ขอตอบเป็นประเด็นดังนี้ครับ การฟ้องร้องหรือแจ้งความของ B: ข้อหาหมิ่นประมาท (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326): การหมิ่นประมาทจะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นการใส่ความผู้อื่น "ต่อบุคคลที่สาม" ในลักษณะที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ในกรณีนี้ การสนทนาเกิดขึ้นในแชทส่วนตัวระหว่าง A และ B เท่านั้น ไม่มีบุคคลที่สาม รับรู้ข้อความดังกล่าวโดยตรงจากการกระทำของ A ดังนั้น โดยหลักแล้วจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญาครับ B จึงไม่น่าจะฟ้อง A ในข้อหานี้ได้สำเร็จ ข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้า (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393): การดูหมิ่นซึ่งหน้า หรือด้วยการโฆษณา เป็นความผิดลหุโทษ การสนทนาทางแชทอาจเข้าข่าย "ซึ่งหน้า" ได้ในบางกรณี แต่ข้อความที่ A พิมพ์นั้น คุณระบุว่า ไม่มีคำหยาบคาย และ B เข้าใจผิด ไปเองว่าเป็นการกล่าวหา หากข้อความนั้นไม่ได้มีลักษณะเป็นการด่าทอ ดูถูกเหยียดหยามอย่างชัดเจน และพิสูจน์ได้ว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นหรือข้อความที่เกิดจากความเข้าใจผิด การจะดำเนินคดีในข้อหานี้ก็มีความเป็นไปได้น้อยมากเช่นกัน ศาลมักจะพิจารณาจากเจตนาและลักษณะของถ้อยคำเป็นสำคัญ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์: การกระทำของ A ไม่น่าจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ เช่น การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ (ม.14(1)) หรือการเผยแพร่ภาพตัดต่อ (ม.16) เนื่องจากเป็นการสนทนาส่วนตัวและไม่ได้มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด สรุป: จากสถานการณ์ที่เล่ามา คือเป็นการคุยส่วนตัว ไม่มีคำหยาบ และเกิดจากความเข้าใจผิดของ B เอง โอกาสที่ B จะฟ้องร้องหรือแจ้งความ A จนเป็นคดีความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก แม้ B อาจจะไปแจ้งความได้ (เพราะเป็นสิทธิ์) แต่ตำรวจหรืออัยการอาจพิจารณาว่าไม่เข้าองค์ประกอบความผิด และไม่ดำเนินการต่อ การบล็อก B ของ A: A มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะบล็อก (Block) B ในช่องทางการสื่อสารต่างๆ เพื่อตัดปัญหาและยุติการติดต่อสื่อสารที่ไม่พึงประสงค์ได้ การบล็อกเป็นการใช้สิทธิ์ส่วนบุคคลในการเลือกที่จะไม่รับการติดต่อจากบุคคลอื่น และไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมาย การบล็อกจะช่วยป้องกันไม่ให้ B ติดต่อเข้ามาสร้างความรำคาญใจหรือทำให้สถานการณ์แย่ลงได้อีก คำแนะนำเพิ่มเติม: แม้ว่าโอกาสทางกฎหมายจะน้อย แต่หาก A รู้สึกไม่สบายใจ อาจเก็บหลักฐานการสนทนาไว้ เผื่อกรณีที่ B พยายามสร้างเรื่องหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงในอนาคต การตัดสินใจบล็อก B เป็นวิธีที่ดีในการยุติความขัดแย้งและป้องกันปัญหาเพิ่มเติม เนื่องจากดูเหมือนว่าการสื่อสารต่อไปอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดหรือความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น A สามารถบล็อก B ได้เลยเพื่อตัดการติดต่อ และไม่น่าจะต้องกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้องจากกรณีนี้ครับ



