การใส่ร้ายผู้อื่นต่อหน้าคนหมู่มาก
การใส่ร้ายผู้อื่นต่อหน้าคนหมู่มาก แต่เราอัดเสียงไว้..เราสามารถนำมาฟ้องได้มั้ยคะ หรือควรมีพยานเป็นบุคคล
คำตอบจากทนาย (6)
A: การใส่ร้ายนั้น การพิจารณาว่าจะเป็นความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากถ้อยคำที่คู่กรณีกล่าวครับ หากเป็นการใส่ความต่อหน้ากลุ่มคน (บุคคลที่สาม) ให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท สามารถแจ้งความหรือฟ้องดำเนินคดีได้ครับ ส่วนพยานและหลักฐานนั้น สิ่งบันทึกเสียงสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานได้ แต่แนะนำควรมีพยานบุคคลมาเบิกความประกอบด้วยครับ
A: คลิปเสียงใช้ยืนยันข้อความที่หมิ่นประมาท หรือดูหมิ่นซึ่งหน้าได้ ส่วนพยานบุคคลจะช่วยยืนยันเรื่องการพูดต่อหน้าบุคคลที่ 3 อันจะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทครับ สรุปคือควรใช้ทั้งคู่ครับ
A: สามารถใช้ได้ “ทั้งคลิปเสียงและพยานบุคคล” แต่ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งสองอย่างเสมอไป คลิปเสียงที่บันทึกขณะเขาพูดใส่ร้ายต่อหน้าคนอื่น ถือว่าเป็น พยานหลักฐานที่ศาลรับฟังได้ เพราะเป็นการบันทึกเหตุการณ์ที่เราอยู่ร่วมด้วย ไม่ใช่แอบดักฟังคนอื่นคุยกันลับหลัง ซึ่งถ้าเป็นกรณีแรกจะไม่ผิดกฎหมาย และใช้ในคดีหมิ่นประมาทได้ตามปกติ การมี “พยานบุคคล” จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าไม่มี ศาลก็ดูจากคลิปเสียงได้ว่ามีการพูดใส่ร้ายจริงหรือไม่ สิ่งสำคัญคือ เนื้อหาที่เขาพูดต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้เราเสียชื่อเสียง ไม่ใช่แค่ด่าเพราะโกรธ สรุปคือ ฟ้องได้ แม้มีแค่คลิปเสียง แต่ถ้ามีพยานบุคคลหรือหลักฐานประกอบอื่นๆ ก็จะทำให้คดีแข็งแรงขึ้นค่ะ หากต้องการ ผู้ช่วยสามารถประเมินจากเหตุการณ์จริงของคุณได้ว่าจุดไหนเข้าข่ายหมิ่นประมาทชัดที่สุด เพื่อเตรียมฟ้องให้มีน้ำหนักมากขึ้น
A: คลืปเสียงใช้เป็นพยานหลักฐานได้แต่ต้องมีพยานบุคคลประกอบครับ จะใช้แต่คลิปเสียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ
A: จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นการที่ถูกใส่ร้ายในสถานที่ที่มีคนหมู่มากอยู่อาศัยอยู่นั้นหากว่ามีเพียงแค่หลักฐานแค่การอัดเสียงอย่างเดียวน้ำหนักยังไม่เพียงพอต่อการเอาผิดในฐานหมิ่นประมาทได้แต่ถ้าเกิดว่ามีบุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นพยานให้ในชั้นพนักงานสอบสวนก็สามารถที่จะแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนได้ในข้อหาหมิ่นประมาทได้ครับ
A: ตามกฎหมายไทย การหมิ่นประมาทต่อหน้าคนหมู่มากเข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ซึ่งกำหนดว่า การใส่ร้ายผู้อื่นโดยการโฆษณาหรือในที่สาธารณะเป็นความผิดที่มีโทษหนักขึ้น ส่วนเรื่องการใช้เสียงบันทึกเป็นหลักฐานนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้ห้ามการนำเสียงบันทึกมาใช้เป็นพยานหลักฐาน หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริงและเกี่ยวข้องกับคดี โดยศาลจะพิจารณาความน่าเชื่อถือของไฟล์เสียง เช่น ความต่อเนื่อง ไม่มีการตัดต่อ และสามารถยืนยันได้ว่าเป็นเสียงของผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม หากการบันทึกเสียงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อาจมีผลทางกฎหมายแยกต่างหาก แต่โดยหลักแล้วศาลไทยมักรับฟังเสียงบันทึกเป็นพยานเอกสารหรือวัตถุพยานได้



