โดนฟ้องค่าส่วนต่างรถยนต์
แจ้งคืนรถไป วันที่ 24 สิงหาคม 2567 เจ้าหน้าที่รับแจ้ง บอกว่าจะทำเรื่องให้วันนี้เลย ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม มีแจ้งเรียกค่างวดเข้ามา ( จ่ายค่างวดทุกวันที่ 1 ) เลยไลน์ไปถาม เขาแจ้งว่า จะให้เจ้าหน้าที่ติดต่อมา ซึ่งมีคนติดตาอมาจะมารับรถคืน แต่แจ้งว่าอาทิตย์นี้ยังไม่ว่าง จะมารับในวันที่4 กันยายน และได้ทำเรื่องคืนรถส่งมอบคืนกันเรียบร้อยในวันที่4กันยายน ต่อมายริษัทเรียกค่าส่วนต่างรถ 300,000 บาท
คำตอบจากทนาย (3)
A: ต้องดูเงื่อนไขในเอกสารท้ายคำฟ้องต้องดูเงื่อนไขในเอกสารท้ายคำฟ้องค่ะเช่นสัญญาเช่าซื้อเงื่อนไขการรับผิดหนังสือบอกเลิกสัญญาประมาณนี้ค่ะอาจจะให้ทนายความช่วยตรวจสอบรายละเอียดเพื่อยื่นคำให้การในคดีต่อไปค่ะ
A: กรณีนี้ แม้ผู้เช่าซื้อจะแจ้งคืนรถตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. แต่การบอกเลิกสัญญาถือว่าสิ้นสุด “วันที่ส่งมอบรถคืนจริง” คือ 4 ก.ย. ดังนั้นค่างวดวันที่ 1 ก.ย. ไฟแนนซ์ยังนับว่าเกิดขึ้นได้ตามปกติ เมื่อไฟแนนซ์นำรถไปขายทอดตลาด หากราคาขายต่ำกว่ายอดหนี้คงเหลือรวมดอกเบี้ย–ค่าปรับ–ค่าใช้จ่ายตามสัญญา บริษัทมีสิทธิเรียก “ค่าส่วนต่าง” ได้ตามหลัก ป.พ.พ. เรื่องชำระหนี้และผิดนัด แต่ยอด 300,000 บาทต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารว่าเป็นยอดที่คำนวณตามจริง ไม่เกินสมควร และไม่เข้าข่ายข้อสัญญาไม่เป็นธรรม การดำเนินการที่ควรทำคือขอเอกสารแยกยอดอย่างละเอียด ตรวจสัญญาเช่าซื้อ และเจรจาขอลดหรือผ่อนยอด หากถูกฟ้องต้องไปศาลเพื่อให้ศาลตรวจสอบยอดและอาจสั่งลดภาระได้ แต่หากไม่ไปศาล ศาลอาจพิพากษาตามคำฟ้องและนำสู่การบังคับคดีได้.
A: 1.หากหลักฐานว่าแสดงเจตนาคืนแล้วในขณะที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกส่วนต่างแล้วและให้ยื่นคำให้การแก้คดี 2.แต่หากผิดนัดชำระหนี้แล้วก่อนมีการคืน ก็ยังต้องรับชอบในส่วนต่างครับ ในส่วนที่ทำได้คือเจรจาเรื่องจำนวนเงินและการผ่อนชำระ



