เปิดร้านเช่าชุด ชุดได้รับความเสียหาย ลูกค้าไม่จ่าย
สวัสดีค่ะ ทางเราเปิดร้านเช่าชุด มีลูกค้าท่านนึงนำชุดไปใช้แล้วเกิดการชำรุด ไม่สามารถซ่อมได้ ทางเราจึงต้องปรับตามกฎของร้าน นั่นก็คือการจ่ายชุดราคาป้าย ทางลูกค้าโต้มาว่า กฎหมายแพ่ง พานิชย์ มาตรา 412 ถ้าลูกค้าจ่ายเงินแล้ว ชุดต้องตกเป็นกรรมสิทธิของลูกค้า อันนี้จริงเท็จแค่ไหนคะ
คำตอบจากทนาย (4)
A: 1.หากมีสัญญาระบุเกี่ยวกับค่าปรับในเรื่องนี้ไว้ สัญญาเขียนไว้แบบไหนให้ดำเนินการไปตามนั้น 2.หากไม่ได้มีสัญญากำหนดไว้ต้องบังคับตาม ปพพ. มาตรา 562 ระบุไว้เพียงว่าผู้เช่าต้องรับผิดในความเสียหายอันเกิดจากตัวผู้เช่าเองครับ
A: การเช่าชุดไม่ใช่การซื้อขาย ดังนั้นการจ่ายค่าเช่าไม่ทำให้ชุดตกเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกค้า หากผู้เช่าทำให้ทรัพย์สินที่เช่าชำรุดเสียหายจนไม่สามารถใช้ได้ ต้องรับผิดชอบตามสัญญาและตามกฎหมาย มาตรา 562 กำหนดว่าผู้เช่าต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการใช้ทรัพย์ มาตรา 412 – มาตรา 412 อยู่ในหมวดสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่สัญญาเช่า จึงไม่สามารถนำมาอ้างได้ในกรณีนี้
A: แค่มาตราตามกฎหมายที่เค้าอ้างมาก็ไม่ใช่แล้วค่ะ การเช่าชุดนั้นต้องว่ากันด้วยกฏหมายในเรื่องของสัญญาเช่า หากมีความเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่เช่านั้น ทางร้านสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ผู้เช่าจะต้องรับผิดชอบในการกระทำ หรือความประมาทเลินเล่อของตน ค่าเสียหายดังกล่าวถือว่าเป็นค่าปรับ หรือเงินเยียวยา ไม่ใช่เป็นราคาที่ซื้อขายกันค่ะ สรุปทางร้านไม่จำเป็นต้องมอบชุดให้ลูกค้า เอ๊ะคงไม่ใช่ร้าน po€m นะ 😅 หยอกกกก ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ
A: ในกรณีนี้ ลูกค้า "อ้างข้อกฎหมายผิด" แต่ "หลักการของลูกค้าถูกต้อง" ครับ กล่าวคือ มาตรา 412 ที่ลูกค้าอ้างถึงนั้นเป็นเรื่องของ "ลาภมิควรได้" ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการชดใช้ค่าเสียหายแล้วต้องได้ของคืน แต่หลักการที่ถูกต้องจริงๆ ในทางกฎหมายแพ่งเรื่องละเมิดหรือผิดสัญญาเช่านั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมที่ว่า "ผู้เสียหายต้องไม่ได้รับกำไรจากการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" เมื่อคุณเรียกปรับเป็น "ราคาป้าย" หรือราคาเต็มของชุด นั่นหมายความว่า คุณตีมูลค่าความเสียหายเท่ากับว่าชุดนั้นสูญสลายไปทั้งหมด หรือเสมือนว่าลูกค้าได้ "ซื้อขาด" ชุดนั้นไปแล้ว หากคุณได้รับเงินค่าชุดเต็มจำนวนเสมือนของใหม่ แล้วยังยึดซากชุดที่เสียหายไว้ด้วย จะถือว่าทางร้านได้รับประโยชน์ซ้ำซ้อน คือได้ทั้งเงินค่าชุดใหม่และได้ทั้งตัวชุดเก่าคืน ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมาย เพราะการชดใช้ค่าเสียหายมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ทางร้านกลับสู่สถานะเดิม (เหมือนมีเงินไปซื้อชุดใหม่มาแทน) ไม่ใช่เพื่อให้ทางร้านได้กำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทางออกที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุดตามหลักกฎหมายคือ หากคุณยืนยันจะปรับลูกค้าเต็มราคาป้าย คุณควรยกซากชุดที่เสียหายนั้นให้ลูกค้าไปครับ เพราะถือว่าเขาจ่ายเงินซื้อกรรมสิทธิ์ในความเสียหายนั้นแล้ว แต่หากคุณต้องการเก็บชุดไว้ซ่อมแซมหรือทำอย่างอื่นต่อ คุณก็ควรเรียกเก็บค่าปรับเพียงแค่ "ค่าซ่อมแซม" หรือ "ค่าเสื่อมราคา" ตามจริง ไม่ใช่ราคาเต็มของชุดครับ สรุปคือถ้าจะเอาเงินเต็มจำนวน ก็ต้องให้ของเขาไปครับ


