Q

ซักถามเงินที่เพื่อนยืมไปที่บ้านเพื่อน

23 วันที่ผ่านมา
4 เข้าชม

ให้เพื่อนยืมเงินไป มีหลักฐานการโอนให้ชัดเจน แต่กลับบ่ายเบี่ยงผลัดวันไปเรื่องจนเกินเวลาจนได้ไปตามไตร่ถามที่บ้าน แต่การเจรจาก็เหมือนเดิมไม่เปนผล จากนั้นความรุนแรงเริ่มจากน้ำเสียงที่ดังขึ้นจนถึงขั้น เพื่อนที่ยืมเงินมองว่าตนได้เปรียบ เหมือนเราบุกรุกจึงถืออาวุธออกมาข่มขู่และทำร้ายร่างกาย วิ่งถือไม้หน้าสามหนาออกมาทำร้ายโดนตัวแม่ป้าของข้าพเจ้า(อายุ 60) แม่เห็นท่าไม่ดี จึงชักมีดออกมา เพื่อไม่ให้โทษทำร้ายซ้ำ แล้วหลังจากนั้น ก็มีการทะเลาะตบตีกันอีก คู่ คือ ข้าพเจ้า กับเพื่อนอีกคน เพื่อนคนยืมเงินไปแจ้งความ บอกว่าตำรวจเรียกไปคุข่มขู่ว่า เราไปบุกรุก และจะใช้ข้อหาพยายามฆ่าเพระาพกมีดเข้าไป แต่ยังไม่พร้อมไปเพราะ ต้องไปตรวจร่างกาย พวกหนูจะมีความผิดไหม เพือนคนที่ยืมเงินไปมีอาการคลุ้มคลั่งขาดสติเนื่องจากน่าจะมีอาการเสพยามา

คำตอบจากทนาย (3)

A: ถ้าจะตอบตามความจริงการทวงหนี้นั้นเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทวงที่บ้านของเขาหรือเข้าไปในบ้านของเขา ซึ่งมันจะเป็นการเข้าทางของผู้กู้ยืมเงิน ในการแจ้งความดำเนินคดี แต่เจตนาจริงๆเราไม่ได้ บุกรุก ซึ่งการกล่าวหาของเขานั้น เขาจะได้เปรียบตรงที่ว่าเรา ถือมีดไปทำไม แต่ไม่ถึงกับการ พยายามฆ่าหรอกครับ เพราะเราไม่ได้ใช้มีดทำร้ายเขา อาจจะโดนข้อหา บุกรุกโดยมีอาวุธ

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-01

A: เรื่องนี้มีหลายประเด็นที่ผสมกัน ทั้งเรื่อง หนี้สิน, บุกรุก, ทำร้ายร่างกาย และการป้องกันตัว เข้าใจว่าตอนนี้คุณและครอบครัวกำลังกังวลใจ โดยเฉพาะเมื่อตำรวจพูดถึงข้อหาหนักอย่าง พยายามฆ่า สถานการณ์นี้พอมีทางสู้คดีได้ และข้อมูลที่คุณให้มามีจุดที่ใช้โต้แย้งได้หลายอย่าง ดังนี้ 1. ประเด็นข้อหา พยายามฆ่า/มีด การที่ตำรวจหรือคู่กรณีขู่เรื่องพยายามฆ่า เพราะมีการใช้มีด ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรง แต่ศาลจะพิจารณาจากเจตนา และทิศทางของการแทงเป็นหลัก - การป้องกันตัวนั้น หากแม่ของคุณชักมีดออกมาเพียงเพื่อระงับเหตุ เพราะฝ่ายนู้นถือไม้หน้าสาม ซึ่งเป็นอาวุธที่ทำให้ตายได้เช่นกัน วิ่งเข้ามาจะทำร้ายคนอายุ 60 กรณีนี้สามารถสู้ในเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ถ้าอีกฝ่ายมีไม้และกำลังจะตี การชักมีดออกเพื่อขู่หรือป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาซ้ำ มักถูกมองว่าเป็นการป้องกันที่สมควรแก่เหตุ /ไม่ได้ไปไล่แทง 2. ประเด็นข้อหาบุกรุก การไปตามหนี้ที่บ้านในเวลาวิกาลหรือการเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเป็นบุกรุกได้ แต่ - เจตนาบริสุทธิ์ โดยหากคุณไปในเวลาปกติเพื่อทวงหนี้ตามสิทธิที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน และไม่ได้มีเจตนาเข้าไปเพื่อหาเรื่องหรือทำลายทรัพย์สินแต่แรก น้ำหนักความผิดฐานบุกรุกจะน้อยลง -หากความรุนแรงเกิดจากฝ่ายเจ้าของบ้านเริ่มก่อน บุกรุกอาจเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับเหตุทำร้ายร่างกาย 3. สิ่งที่คุณต้องทำทันที ให้คุณแม่และตัวคุณตรวจร่างกายอย่างละเอียด ขอใบรับรองแพทย์ ที่ระบุร่องรอยการถูกทำร้าย โดยเฉพาะคุณแม่ที่ถูกไม้หน้าสามตี หลักฐานนี้สำคัญที่สุดในการแจ้งความกลับ รวบรวมหลักฐานการยืมเงิน สลิปโอนเงิน แชทการทวงถาม เพื่อยืนยันว่ามูลเหตุ ที่ไปที่นั่นคือการทวงหนี้ตามสิทธิ ไม่ใช่การไปหาเรื่อง แจ้งความกลับ อย่ารอให้เขาแจ้งฝ่ายเดียวครับ เมื่อได้ใบรับรองแพทย์แล้ว ให้แจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย และ ข่มขู่โดยใช้อาวุธ 4. ระบุเรื่องอาการคลุ้มคลั่ง แจ้งพนักงานสอบสวนว่าคู่กรณีมีพฤติกรรมเหมือนคนเสพยา ขอให้ตำรวจตรวจสอบหรือตรวจปัสสาวะ (หากทำได้ทันท่วงที) เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคำให้การอีกฝ่าย - โอกาส คือฝ่ายเพื่อน มีความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายผู้อื่น และอาจเข้าข่าย พยายามทำร้ายร่างกายสาหัส เพราะใช้ไม้หน้าสามตีคนแก่ -ฝ่ายของคุณ อาจมีความผิดลหุโทษเรื่อง พกพามีดไปในที่สาธารณะ แต่เรื่องพยายามฆ่าจะสู้ได้ยากถ้าเราไม่ได้ไปแทงเขาในจุดสำคัญ และมีเหตุป้องกันตัวรองรับ - อย่าเพิ่งตกใจไปตามคำขู่ของตำรวจ บางครั้งตำรวจพูดเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยอมความกัน เพราะคดีแบบนี้ สมัครใจทะเลาะวิวาท/ต่างฝ่ายต่างแจ้งความ

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-01

A: กรณีการไปทวงถามเงินที่บ้านผู้ถูกร้อง หากมีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน ย่อมแสดงถึงสิทธิเรียกร้องของผู้เสียหาย การไปเจรจาทวงถามโดยสุจริตย่อมไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก เว้นแต่มีพฤติการณ์แสดงเจตนาร้ายหรือฝ่าฝืนคำห้ามของผู้อยู่อาศัย ในสถานการณ์นี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายไปเพื่อทวงถามหนี้ มิได้มีเจตนาก่อเหตุร้าย การกล่าวอ้างเรื่องบุกรุกจึงยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด โดยแนวคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมอธิบายว่าการทวงถามหนี้โดยสงบยังไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิในเคหสถาน ประเด็นการใช้อาวุธและการทำร้ายร่างกาย หากเริ่มจากฝ่ายผู้ถูกร้องนำไม้หน้าสามออกมาข่มขู่และทำร้ายญาติผู้เสียหายซึ่งมีอายุสูง ย่อมเข้าลักษณะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายก่อน การที่มารดาของผู้เสียหายหยิบมีดขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายซ้ำ อาจจะถือเป็นการป้องกันตนตามสมควรแก่เหตุ ไม่ใช่การพยายามฆ่าเพราะไม่มีพฤติการณ์มุ่งหมายเอาชีวิต ตามแนวคำอธิบายของนักกฎหมายอาญาไทยเกี่ยวกับการป้องกันสิทธิของตน สำหรับการทะเลาะตบตีกันภายหลังระหว่างผู้เสียหายกับบุคคลอื่น พนักงานสอบสวนอาจจะแยกพิจารณาเป็นอีกเหตุหนึ่ง ความรับผิดขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานเรื่องการเริ่มทำร้ายก่อน ส่วนอาการคลุ้มคลั่งจากการเสพยาเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ทางการแพทย์ และอาจจะมีผลต่อการประเมินพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องตามหลักวิชาการกฎหมายอาญา

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-04

คำถามที่คุณอาจสนใจ

Loading...
bind:isSubmitting />