Q

เรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ และค่าเสื่อมสภาพรถ

3 เดือนที่ผ่านมา
86 เข้าชม

รถถูกชนตั้งแต่วันที่ 27/11/2025 เป็นประกันชั้น 1 ทั้งคู่ เข้าแจ้งความในวันดังกล่าวโดยคู่กรณียอมรับผิดทั้งหมดและได้ลากรถเข้าซ่อมศูนย์ Honda ในคืนวันที่ 27/11/2025 เลย ศูนย์ก็มีการประเมินราคาวันที่ครั้งแรกวันที่ 28/11/2025 และเพิ่มรายการซ่อมเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนเอกสารใบประเมินราคา 2-3 ครั้งเนื่องจากประกันฝ่ายเราให้ทำการตรวจสอบเพิ่ม จนค่าซ่อมไปเข้าเกณฑ์ Total loss เลยได้มีการเข้าไปคุยกับทางประกันของคู่กรณีเพื่อจะให้รับผิดชอบในส่วนของค่าซ่อมที่เกินจาก 70% ทางประกันคู่กรณีได้มีการเสนอให้สละสิทธิ์มาใช้ประกันทางตนพร้อมทั้งจะติดต่ออู่ในเครือให้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าค่าซ่อมจะไม่เกินจาก 70% ของทุนประกัน และได้เสนอว่าจะพยายามดันค่าขาดประโยชน์ให้ได้ 90 วัน ซึ่งทางเราไม่โอเครกับการสละสิทธิ์เนื่องจากทางประกันคู่กรณีแจ้งว่าหากสละสิทธิก็จะต้องเดินเรื่องทั้งการประเมินราคาและกระบวนการอื่นๆใหม่หมด ซึ่งเราไม่ยอมรับเพราะมันจะกลับกลายไปเริ่มจาก 0ใหม่รวมถึงศูนย์ที่ประกันคู่กรณีเสนอมีรีวิวไม่ดี เลยทำการเลือกศูนย์เดิมที่ได้ลากรถไปซ่อม และยอมรับการซ่อมโดยจะจ่ายส่วนต่างเอง ทางประกันฝ่ายเราก็มีประเด็นตรงที่ว่าอนุมัติค่าซ่อมให้แค่ 69% ไม่ใช่ 70% ทางเราก็โอเครยอมรับ โดยระยะเวลาในการคุยหาข้อสรุปในส่วนี้กินเวลาไป จนถึงวันที่ 22/12/2025 จึงได้เซ็นซ่อมรถไป ขณะนี้รถคาดว่าจะเสร็จภายใน 28/02/2026 หรือช่วนต้นเดือน 3 คาดว่าระยะเวลาตั้งแต่รถโดนชนจนถึงวันซ่อมเสร็จจะกินเวลา 90-110 วัน เลยจะสอบถามว่า 1.ท่าจะเรียกค่าขาดประโยชน์ ตั้งแต่วันที่รถถูกชนจนถึงวันซ่อมเสร็จน่าจะประมาณ 90-110 โดยจะเรียกวันละ 800-1,000 เป็นไปได้ไหม 2.กรณีที่ประกันของฝ่ายเราอนุมติซ่อมให้ที่ 69% นี่ถูกต้องแล้วใช่ไหม 3.ท่าจะเรียกค่าเสื่อมรถ 6-7 หมื่นเป็นไปได้ไหม

คำตอบจากทนาย (3)

แนะนำ

A: จากข้อเท็จจริง ผู้เสียหายเป็นฝ่ายไม่ประมาท คู่กรณียอมรับผิด รถไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่วันเกิดเหตุจนกว่าจะซ่อมแล้วเสร็จ ระยะเวลาที่ล่าช้าส่วนหนึ่งเกิดจากการประเมินราคาและการเจรจาระหว่างบริษัทประกันและศูนย์ซ่อม ซึ่งตามหลักกฎหมายแพ่งและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเห็นว่า ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในช่วงเวลาที่ไม่อาจใช้รถได้จริง หากพิสูจน์ได้ว่าความล่าช้าไม่ได้เกิดจากการกระทำของผู้เสียหาย การเรียกค่าขาดประโยชน์วันละประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันบาท ในระยะเวลาประมาณเก้าสิบถึงหนึ่งร้อยสิบวัน จึงถือว่ามีความเป็นไปได้ในทางกฎหมายและทางปฏิบัติ แม้บริษัทประกันอาจจะโต้แย้งเพื่อลดจำนวนวันตามเหตุสมควร อ้างอิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ในประเด็นที่บริษัทประกันฝ่ายผู้เสียหายอนุมัติค่าซ่อมที่ร้อยละหกสิบเก้า ของทุนประกัน ถือว่าไม่ขัดต่อหลักการ เนื่องจากแนวปฏิบัติของธุรกิจประกันภัยใช้เกณฑ์ความเสียหายร้ายแรงเมื่อค่าซ่อมใกล้เคียงหรือเกินร้อยละเจ็ดสิบ การอนุมัติในสัดส่วนดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อไม่ให้เกิดสถานะความเสียหายสิ้นเชิง และเมื่อผู้เสียหายยินยอมรับภาระส่วนต่างเอง ย่อมถือว่ามีผลผูกพันตามสัญญาประกันภัย อ้างอิงหลักเกณฑ์การพิจารณาความเสียหายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สำหรับค่าเสื่อมสภาพรถ การเรียกเป็นเงินก้อนประมาณหกถึงเจ็ดหมื่นบาท สามารถเรียกได้ในทางกฎหมาย แต่การพิจารณาจะเข้มงวด โดยพนักงานสอบสวน ศาล หรือบริษัทประกัน จะพิจารณาจากอายุรถ รุ่น ระยะการใช้งาน สภาพก่อนเกิดเหตุ และมูลค่าตลาดหลังซ่อมแล้ว ผู้เสียหายควรมีหลักฐานสนับสนุน เช่น การประเมินราคารถในตลาด หรือความเห็นผู้เชี่ยวชาญ หากไม่มีหลักฐานชัดเจน ผลการพิจารณาอาจจะได้เพียงบางส่วน อ้างอิงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับค่าเสื่อมราคา

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-07
ให้รีวิวคำตอบ

A: ขอตอบในส่วนค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถนะครับ สามารถเรียกได้ตั้งแต่วันที่รถถูกชนจนถึงวันซ่อมเสร็จโดยเปรียบเทียบจากราคารถที่ให้เช่าอยู่ในท้องตลาดได้เลยครับ ตามรุ่นและยี่ห้อรถของเรา มักได้มากกว่าที่ประกันให้มาครับ

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-06

A: เคสนี้ สามารถใช้ทนายดำเนินการยื่นฟ้อง ค่าสินไหมทดแทน และ ค่าเสื่อมสภาพ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้งานได้ครับ

เผยแพร่เมื่อ: 2026-02-06

คำถามที่คุณอาจสนใจ

Loading...