โดนหลอกขายบ้านติดจำนอง
พอดีได้ทำการพอดีได้ทำการทำสัญญาเช่าออมกับบริษัทนึง ในระยะเวลาเกือบสี่ปีตอนนี้เงินสะสมที่ออมได้ประมาณ 300,000 บาททางบริษัทจึง ชักชวนให้ทำสัญญา เช่าซื้อแต่เกิดข้อสงสัยในการทำสัญญา จึงได้ถามเซลล์ที่ขายว่าการซื้อขายนี้จะได้ไปจดทะเบียนที่กรมที่ดินหรือไม่ทางบริษัทตอบว่าจะไม่มีการไปเซ็นสัญญาที่กรมที่ดินและจะมีการเวียนบ้านไปขายทอดตลาดอีกหนึ่งครั้งแต่ทางบริษัทจะเป็นคนไปซื้อกลับมาให้ทางลูกค้าเองลูกค้าไม่ต้องเป็นกังวลอยู่มาวันนึงการไฟฟ้าได้ส่งเอกสารมาว่าชื่อของคนที่ขอไฟฟ้าใช้ชั่วคราวมีการล้มละลาย จึงมาขอพิทักษ์ทรัพย์ทางเราจึงติดต่อไปทางบริษัทเพราะไม่มีสิทธิ์ในการไปเปลี่ยนชื่อกับการไฟฟ้าได้เพราะไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านเรื่องราวผ่านไปประมาณสามเดือนการไฟฟ้ามาถึงหน้าบ้านและยังเป็นชื่อของบุคคลเดิมอยู่การไฟฟ้าจึงแจ้งให้รีบไปเปลี่ยนไม่งั้นจะมายกหม้อแปลงออก เลยมีการทักไปหาบริษัทอีกหนึ่งครั้งทีนี้บริษัทจึงทำ เลยมีการทักไปหาบริษัทอีกหนึ่งครั้งทีนี้บริษัทจึงทำเรื่องไปเปลี่ยนชื่อให้ด้วยความสงสัยเลยค้นหาชื่อที่เป็นเจ้าของหม้อแปลงเลยทราบว่าได้เป็นบุคคลล้มละลายจริงๆและเป็นทนายความเป็นที่ปรึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์และมีคดีความเกี่ยวกับการขายบ้านที่ติดจำด้วยความสงสัยเลยค้นหาชื่อที่เป็นเจ้าของหม้อแปลงเลยทราบว่าได้เป็นบุคคลล้มละลายจริงๆและเป็นทนายความเป็นที่ปรึกษาเรื่องอสังหาริมทรัพย์และมีคดีความเกี่ยวกับการขายบ้านที่ติดจำนองเป็นจำนวนมาก คำ คำถามที่อยากจะปรึกษาทนายในตอนนี้ ตอนนี้ดิฉันได้ค้างชำระชำระ ตอนนี้ดิฉันได้ค้างชำระในการผ่อนบ้านจำนวนสามงวด เพราะไม่อยากเสียเงินเปล่าอีกแล้วคิดว่าจะหาที่อื่นแล้วจะทิ้งเงินออมจำนวน เพราะไม่อยากเสียเงินเปล่าอีกแล้วคิดว่าจะหาที่อื่นอยู่แล้วจะทิ้งเงินออมจำนวน 300,000 นั้นไปเลย จะสามารถทำ จะสามารถทำได้ไหมเค้าจะมาฟ้องค่าที่เราติดค่าเช่าออมหรือไม่ ทางดิฉันคิดว่าเสียเปรียบเพราะอย่างไรบ้านก็จะไม่ใช่ของเราอยู่ดี ตอนนี้ที่ไม่ได้เสียค่าเช่าออมก็จะโดนปรับวันละ100บาท ไปเรื่อยๆ
คำตอบจากทนาย (3)
A: จากข้อเท็จจริง การทำสัญญาเช่าออมและเช่าซื้อโดยไม่มีการไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน และมีการแจ้งว่าจะนำบ้านไปขายทอดตลาดก่อนแล้วบริษัทจะซื้อกลับมาให้ผู้ร้อง แสดงถึงโครงสร้างธุรกรรมที่ผู้ร้องไม่ได้สิทธิในทรัพย์โดยตรง กรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของบุคคลอื่น หากเจ้าของเดิมถูกพิทักษ์ทรัพย์หรือเป็นบุคคลล้มละลาย ทรัพย์สินอาจตกอยู่ภายใต้การจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องจึงเสี่ยงไม่ได้กรรมสิทธิ์แม้ชำระเงินครบแล้ว สัญญาลักษณะนี้อาจเข้าข่ายเอาเปรียบหรือมีเหตุให้บอกเลิกได้ หากมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ กรณีผู้ร้องค้างชำระสามงวด บริษัทมีสิทธิเรียกค่าเช่าหรือเบี้ยปรับตามสัญญา หากผู้ร้องหยุดชำระโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญาอย่างชัดแจ้ง บริษัทอาจฟ้องเรียกค่าเสียหายและเบี้ยปรับวันละ 100 บาทได้ อย่างไรก็ดี หากพิสูจน์ได้ว่าบริษัทหลอกลวงหรือทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ผู้ร้องอาจยกเหตุบอกล้างหรือบอกเลิกสัญญา และเรียกเงิน 300000 บาทคืนในฐานะลาภมิควรได้หรือค่าเสียหายได้ ข้อเสนอแนะคือให้หยุดการผิดนัดเพิ่ม ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุเหตุแห่งการถูกหลอกหรือปกปิดข้อมูล แล้วรวบรวมหลักฐานการโฆษณา ข้อความสนทนา และสัญญา เพื่อใช้ต่อรองหรือใช้เป็นพยานหลักฐาน หากบริษัทฟ้อง ผู้ร้องสามารถต่อสู้คดีโดยอ้างความไม่สุจริตและความไม่เป็นธรรมของสัญญา พร้อมยื่นคำร้องขอคืนเงินออมได้ในคดีเดียวกัน
A: กรณีของคุณมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงมากที่จะสูญเงินออมไปทั้งหมด เนื่องจากบริษัทมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความไม่สุจริตและการหลอกลวงผู้บริโภค ดังนี้ครับ: 1. ความเสี่ยงจาก "สัญญาเช่าออม" ที่ไม่จดทะเบียน สัญญาไม่มีผลทางทะเบียน: การซื้อขายบ้านที่ "ไม่ไปเซ็นสัญญาที่กรมที่ดิน" หมายความว่าในทางกฎหมาย คุณไม่ใช่เจ้าของบ้าน และไม่มีกรรมสิทธิ์ใดๆ ในที่ดินแปลงนั้น สัญญาเช่าเกิน 3 ปี: ตามกฎหมาย สัญญาเช่าที่เกินกว่า 3 ปี (ของคุณเกือบ 4 ปี) ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (กรมที่ดิน) หากไม่จดจะฟ้องร้องบังคับได้เพียง 3 ปีแรกเท่านั้น 2. สถานะ "บุคคลล้มละลาย" และการ "พิทักษ์ทรัพย์" บุคคลล้มละลายทำนิติกรรมไม่ได้: เมื่อเจ้าของชื่อในมิเตอร์ไฟฟ้า (ซึ่งอาจเป็นเจ้าของบ้านเดิมหรือนอมินีของบริษัท) ถูกศาลสั่ง พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เขาจะไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินใดๆ อีกต่อไป อำนาจอยู่ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์: ทรัพย์สินทั้งหมดของบุคคลนั้นจะถูกรวบรวมเพื่อนำไปขายทอดตลาดชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ตามกฎหมายล้มละลาย คำสัญญาของบริษัทเชื่อถือไม่ได้: ที่บริษัทบอกว่าจะไป "ซื้อกลับมาให้" เป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักประกัน เพราะการขายทอดตลาดโดยกรมบังคับคดีเป็นการสู้ราคาอย่างเปิดเผย ใครก็มีสิทธิประมูลได้ 3. พฤติการณ์ที่เข้าข่าย "หลอกขายบ้านติดจำนอง" รูปแบบมิจฉาชีพ: มีเคสตัวอย่างที่บริษัทนำบ้านที่ติดจำนองหรือบ้านที่ถูกยึดมาปล่อย "เช่าออม" ให้ผู้บริโภคผ่อนไปเรื่อยๆ แต่บริษัทกลับไม่นำเงินไปปิดหนี้จำนอง สุดท้ายบ้านถูกยึดขายทอดตลาดและผู้เช่าถูกฟ้องขับไล่ การเปลี่ยนชื่อไฟฟ้า: การที่บริษัทเพิ่งทำเรื่องเปลี่ยนชื่อให้หลังจากถูกการไฟฟ้าบี้หนัก อาจเป็นเพียงการประวิงเวลาเพื่อให้คุณจ่ายเงินออมต่อ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านที่ติดพันกับคดีล้มละลาย สิ่งที่ควรทำทันที ตรวจสอบสถานะที่ดิน: ไปที่ สำนักงานที่ดิน เพื่อคัดโฉนดดูว่าปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ และติดอายัดหรืออยู่ในกองทรัพย์สินของคดีล้มละลายเลขที่ใด รวบรวมหลักฐาน: เก็บสัญญาเช่าออม สลิปโอนเงินทั้งหมด 300,000 บาท และแชทไลน์ที่คุยกับเซลล์ไว้เป็นหลักฐาน ขอคำปรึกษาทางกฎหมาย: ติดต่อ สภาองค์กรของผู้บริโภค หรือ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากมิจฉาชีพ เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทนี้มีประวัติถูกฟ้องร้องหรือไม่ แจ้งความดำเนินคดี: หากพบว่าบริษัทปกปิดข้อเท็จจริงเรื่องการล้มละลายหรือไม่มีเจตนาจะโอนกรรมสิทธิ์ให้จริง อาจเข้าข่ายความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน
A: สามารถทำหนังสือบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืน 300,000 บาทได้โดยอาศัยเหตุที่บริษัทไม่สามารถยืนยันสถานะการโอนกรรมสิทธิ์ที่ปลอดภาระผูกพันตามเจตนารมณ์ของสัญญาได้ ถือเป็นการผิดสัญญาในสาระสำคัญ การส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการจะช่วยหยุดภาระค่าปรับรายวันและเปลี่ยนสถานะคุณจากผู้ผิดนัดชำระเป็นผู้เสียหายที่เรียกเงินคืนแทน เพื่อใช้เป็นฐานในการเจรจาหรือดำเนินคดีแพ่งเรียกทรัพย์คืนต่อไป



