ปรึกษาข้อ#กฎหมายครอบครัว: การถูกข่มขู่ว่าจะแจ้งความดำเนินคดี หากไม่ยอมจดทะเบียนสมรส ถือเป็นโมฆียะหรือไม่?
นาย ก (ฝ่ายชาย) ได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาว ข (ฝ่ายหญิง) เนื่องจากถูกมารดาของฝ่ายหญิงข่มขู่ว่า "หากไม่ยอมจดทะเบียนสมรส จะไปแจ้งความเอาผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา" (ความเป็นจริงแล้วฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายข่มขืนกระทำชำเราฝ่ายชาย) ด้วยความกลัวว่าจะถูกแจ้งความ ดำเนินคดีและติดคุก นาย ก จึงจำยอมไปจดทะเบียนสมรสด้วย ข้อกฎหมายที่สงสัย: ทราบมาว่าการสมรสที่เกิดจากการข่มขู่ถึงขนาดเป็น "โมฆียะ" (ตาม ป.พ.พ. ม.1507) แต่สับสนกับหลักเรื่อง "การใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือเป็นการข่มขู่" (ตาม ป.พ.พ. ม.165) จึงขอเรียนปรึกษาดังนี้: คำถาม: การขู่ว่าจะแจ้งความดำเนินคดี (ซึ่งเป็นสิทธิตามกฎหมาย) เพื่อบีบบังคับให้ทำสัญญาทางแพ่ง/ครอบครัว (การจดทะเบียนสมรส) ถือเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมตามมาตรา 165 หรือถือเป็นการข่มขู่ที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆียะ? หากถือเป็นโมฆียะ นาย ก สามารถใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนการสมรสตาม มาตราเหล่านี้ได้หรือไม่? ตามมาตรา 1507 ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ และ มาตรา 1508 การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะคู่สมรสสำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่สำคัญผิดตัวหรือถูกกลฉ้อฉลหรือถูกข่มขู่เท่านั้นขอเพิกถอนการสมรสได้ ขอบพระคุณ
คำตอบจากทนาย (2)
A: ขอวิเคราะห์เป็นประเด็นตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และแนวคำอธิบายเชิงวิชาการนะครับ 1. กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (1) การสมรสที่เป็นโมฆียะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1507 ถ้าคู่สมรสได้ทำการสมรสโดยถูกข่มขู่อันถึงขนาดซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่นั้นจะไม่ทำการสมรส การสมรสนั้นเป็นโมฆียะ มาตรา 1508 การสมรสที่เป็นโมฆียะเพราะ…ถูกข่มขู่ เฉพาะแต่คู่สมรสที่ถูกข่มขู่เท่านั้นมีสิทธิขอเพิกถอนการสมรสได้ (2) หลัก “ข่มขู่” กับ “การใช้สิทธิตามปกตินิยม” ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 การข่มขู่คือการทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน แต่การใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือเป็นการข่มขู่ 2. ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ชัด ประเด็นที่ 1 การขู่ว่าจะแจ้งความดำเนินคดี เป็น “สิทธิ” หรือไม่? โดยหลักทั่วไป การแจ้งความดำเนินคดีอาญา เป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่ “ไม่ใช่ทุกการขู่จะแจ้งความ” จะถือเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ศาลและตำรากฎหมายวางหลักไว้ค่อนข้างชัดว่า การอ้างใช้สิทธิทางกฎหมายจะถือเป็น “ปกตินิยม” ได้ ต้องเป็น การใช้สิทธิโดยสุจริต เพื่อให้เกิดผลตามวัตถุประสงค์ของสิทธินั้น ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับให้คู่กรณียอมทำการอื่นที่กฎหมายมิได้กำหนด ประเด็นที่ 2 ขู่ว่าจะแจ้งความ เพื่อบังคับให้ “จดทะเบียนสมรส” เป็นการใช้สิทธิหรือเป็นการข่มขู่? ในกรณีที่คุณยกมา มีองค์ประกอบสำคัญดังนี้ มารดาของฝ่ายหญิง ขู่ว่าจะแจ้งความในคดีอาญาร้ายแรง (ข่มขืน) วัตถุประสงค์ของการขู่ ไม่ใช่เพื่อให้คดีอาญาดำเนินไปตามกฎหมาย แต่เป็นการ บีบบังคับให้ฝ่ายชายยอมสมรส ฝ่ายชายยินยอมสมรสเพราะ ความกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก หากไม่มีการข่มขู่นี้ ฝ่ายชาย จะไม่ยอมจดทะเบียนสมรส ลักษณะเช่นนี้ ตามหลักกฎหมายถือว่า ❌ ไม่ใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม ✅ เป็นการ “ข่มขู่” ตามมาตรา 165 เหตุผลสำคัญคือ การแจ้งความเป็นสิทธิ แต่ไม่ใช่สิทธิที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองเพื่อบังคับให้ทำสัญญาหรือการสมรส การนำ “อำนาจรัฐในทางอาญา” มาเป็นแรงกดดันทางจิตใจ เพื่อให้บุคคลยอมทำการที่ตนไม่สมัครใจ ถือเป็นการข่มขู่โดยแท้ 3. ความสัมพันธ์ระหว่าง มาตรา 165 กับ มาตรา 1507 ข้อสงสัยของคุณเป็นประเด็นที่นักศึกษากฎหมายสับสนกันบ่อย ขออธิบายสั้น ๆ ดังนี้ มาตรา 165 → เป็นบททั่วไป ว่าด้วย “ข่มขู่” ในทางนิติกรรม มาตรา 1507 → เป็นบทเฉพาะ ว่าด้วย “การสมรส” เมื่อการข่มขู่ มีลักษณะร้ายแรง ทำให้คู่สมรสตกอยู่ในสภาพ “จำยอม” และเป็นเหตุจูงใจโดยตรงให้เกิดการสมรส 👉 ย่อมเข้าเงื่อนไข มาตรา 1507 โดยไม่อาจอ้าง มาตรา 165 ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมได้ 4. ผลทางกฎหมายในกรณีนี้ (1) สถานะของการสมรส การสมรสนี้ ➡️ เป็นโมฆียะ (ไม่ใช่โมฆะ) คือ ยังมีผลสมบูรณ์อยู่ในทางกฎหมาย จนกว่าจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอน (2) สิทธิของนาย ก นาย ก ในฐานะ ผู้ถูกข่มขู่ และเป็นคู่สมรสโดยตรง ➡️ มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการสมรสได้โดยตรง ตาม มาตรา 1508 (บุคคลอื่นไม่มีสิทธิฟ้องแทน) 5. ประเด็นเสริมที่ควรระวังเชิงปฏิบัติ ภาระการพิสูจน์ นาย ก ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า มีการข่มขู่จริง การข่มขู่มีความร้ายแรงถึงขนาดทำให้จำยอม หากไม่มีการข่มขู่ จะไม่สมรส พฤติการณ์หลังสมรส หากอยู่กินฉันสามีภริยาโดยสมัครใจเป็นเวลานาน อาจถูกฝ่ายตรงข้ามยกขึ้นโต้แย้งว่า “ยินยอมรับสภาพการสมรสแล้ว” การข่มขู่ด้วยคดีเท็จ หากพิสูจน์ได้ว่า การขู่แจ้งความเป็นเท็จ อาจนำไปสู่ ความรับผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่น หรือแจ้งความเท็จ (เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) 6. สรุปคำตอบสั้น ๆ ตามคำถาม 1️⃣ การขู่ว่าจะแจ้งความ เพื่อบังคับให้จดทะเบียนสมรส ➡️ ไม่ใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม ➡️ เป็น “การข่มขู่” ตามกฎหมาย 2️⃣ การสมรสในกรณีนี้ ➡️ เป็น โมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1507 3️⃣ นาย ก ➡️ มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการสมรสได้โดยชอบ ➡️ ตาม มาตรา 1508 หากต้องการ ผมสามารถช่วย เรียบเรียงเป็น คำฟ้องเพิกถอนการสมรส หรือวิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ใช้เหตุ “ขู่ว่าจะแจ้งความ” เป็นการข่มขู่ได้เพิ่มเติมครับ
A: ในกรณีนี้ต้องพิจารณาแยกสองส่วนคือ หลักเรื่อง "การข่มขู่" ทั่วไป กับ "การข่มขู่ถึงขนาด" ที่มีผลต่อการสมรส ดังนี้ครับ: 1. การสมรสที่เกิดจากการข่มขู่ (ม. 1507) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1507 การสมรสที่เกิดจากการข่มขู่จนผู้ถูกข่มขู่ถึงขนาดที่ต้องยอมสมรสด้วย ทั้งที่หากไม่มีการข่มขู่นั้นจะไม่สมรสเด็ดขาด ถือเป็น โมฆียะ ซึ่งฝ่ายที่ถูกข่มขู่สามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนการสมรสได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พ้นจากการข่มขู่ (ม. 1508) 2. การใช้สิทธิตามปกตินิยม (ม. 165) vs. การข่มขู่ ป.พ.พ. มาตรา 165 ระบุว่า "การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่" การใช้สิทธิตามปกตินิยม: หมายถึง การขู่จะดำเนินคดีตามสิทธิที่ตนมีจริง เช่น หากนาย ก ข่มขืนนางสาว ข จริง การที่มารดาขู่ว่าจะแจ้งความเพื่อให้รับผิดชอบด้วยการจดทะเบียนสมรส อาจถือเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่เป็นการข่มขู่ กรณีที่ไม่ใช่การใช้สิทธิปกติ: หากในความเป็นจริง นาย ก ไม่ได้กระทำความผิด (หรือในกรณีของคุณคือ ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายกระทำชำเราฝ่ายชาย) การที่มารดาขู่จะแจ้งความในข้อหาที่ "ไม่เป็นความจริง" เพื่อบังคับให้จดทะเบียนสมรส ย่อมถือเป็นการข่มขู่ ไม่ใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม เพราะไม่มีสิทธิแจ้งความเท็จมาบังคับผู้อื่นได้ สรุปคำปรึกษา หากนาย ก สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองไม่ได้ข่มขืนฝ่ายหญิง และการยอมจดทะเบียนสมรสเกิดจากความกลัวคำขู่ที่จะดำเนินคดีในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง: การสมรสนี้เป็นโมฆียะ: นาย ก สามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการสมรสได้ตาม ม. 1507 ไม่เข้าข่าย ม. 165: มารดาฝ่ายหญิงไม่มีสิทธิแจ้งความเท็จ ดังนั้นคำขู่ดังกล่าวจึงไม่ใช่การใช้สิทธิตามปกตินิยม ข้อแนะนำเพิ่มเติม: นาย ก ควรเก็บรวบรวมหลักฐานที่แสดงว่าตนถูกข่มขืนกระทำชำเรา หรือหลักฐานที่พิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาข่มขืนของฝ่ายหญิงเป็นความเท็จ เพื่อใช้สู้คดีในศาลครับ ควรรีบดำเนินการฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พ้นจากสภาวะความกลัวนั้น



